Labels

i4happiness
Showing posts with label i4happiness. Show all posts
Showing posts with label i4happiness. Show all posts

9.25.2019

สวรรค์ (หรือพ่อแม่) สาปให้หนูเป็นอัจฉริยะ? (ตอน 2)


เด็กอัจฉริยะ วัดกันอย่างไร?
เด็กที่จัดเข้ากลุ่มอัจฉริยะทุกคนผ่านการประเมินทดสอบแล้วว่า มี IQ ล้ำหน้ากว่าคนปกติไปเยอะ  คนปกติมี IQ แถว ๆ 100-110,  เด็กอัจฉริยะมีผล IQ เกิน 180 (มีบางคนถึง 250 ห๊า?!!!)  
มีงานวิจัยเมื่อไม่กี่ปีก่อนบอกว่า เด็กไทยเฉลี่ยมี IQ แถว ๆ 90-100 และจำนวนไม่น้อยอยู่ที่ 60-70 ซึ่งจัดว่าสติปัญญาบกพร่อง ส่วนเด็กที่ว่ามีอัจฉริยภาพทางดนตรี ศิลปะ คณิต หรือจะด้านใด ๆ ตามทฤษฎีของ Howard Gardner ก็เป็นความสามารถที่เกินอายุจริง (ในบางครั้งจึงใช้คำว่า precocious” คือ ทำในสิ่งที่เด็กวัยเดียวกันทำไม่ได้  แต่ว่าถ้ารอไปอีกไม่กี่ปี หรือได้รับการฝึกก็จะทำได้)  ความสามารถนี้อยู่ในระดับที่ได้รับการรับรองโดยสถาบันหรือผู้เชี่ยวชาญสาขานั้นๆ  และมักทำให้เด็กเหล่านี้กลายเป็น celeb ไปโดยปริยาย   หลายคนก็มีชีวิตที่ประสบความสำเร็จ (เออ“ความสำเร็จ”ที่ว่านี้คืออะไรกันแน่) เช่น
  Mozart ผู้ที่เล่นเปียโนและ Harpsichord ได้ตั้งแต่ 3 ขวบ แต่งเพลงได้เมื่อ 6 ขวบ และเพลงที่แต่งไว้ยังคงเป็นที่นิยมมาถึงวันนี้ 
  Rowan Hamilton พูดได้ 9 ภาษา ชี้ข้อผิดพลาดของสูตรคณิตศาสตร์โดยนักทฤษฎีคณิตศาสตร์ในยุคนั้นได้เมื่ออายุ 15 ปี
  Pablo Picasso มีผลงานแสดงภาพในเมืองบาเซโลน่า ตั้งแต่อายุ 15 ปี และมีผลงานเป็นที่ยอมรับต่อ ๆ มาจนตลอดชีวิต
  ศกุนตลา เทวี เด็กหญิงชาวอินเดียแก้เกมไพ่ของพ่อได้ตั้งแต่อายุ 3 ขวบ คำนวณคณิตศาสตร์ที่ยากและซับซ้อนเช่น การถอดรูทที่ 23 ของเลข 201 หลักได้ หรือถอดรูท 3 ของจำนวน 3 ล้านกว่าได้ในชั่ววินาที บันทึกอยู่ในกินเนสบุ๊คส์ว่าเป็นมนุษย์ที่คำนวณชนะคอมพิวเตอร์  วันนี้เป็นนักเขียน และนักวิชาการ
  Kim Ung Yong เด็กชายชาวเกาหลีไอคิว 210 อายุ 3 ขวบไปนั่งเรียนฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยฮานยาง เกาหลีใต้ อายุ 8 ขวบ นาซ่าให้ทุนไปเรียนที่มหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ อายุ 16 ปีตัดสินใจกลับมาเรียนปริญญาเอกสาขาวิศวฯโยธาที่เกาหลีใต้ วันนี้เป็นอาจารย์ที่ผลิตงานวิจัยปีละ 90 ฉบับเกี่ยวกับไฮดรอลิคส์
  รุ่นเล็ก ๆ ก็มี Greg Smith ปีนี้อายุ 30 พอดี แต่ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัลโนเบล สาขา สันติภาพแล้ว 4 ครั้ง ตั้งแต่อายุ 12 ปี จบปริญญาตรีได้เกียรตินิยมสาขาคณิตศาสตร์ วิชาโท ประวัติศาสตร์ และชีววิทยา ตอนอายุ 16 ได้ทุนเรียนต่อปริญญาเอกสาขาคณิตศาสตร์ ยานอวกาศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและชีวเวชศาสตร์ 
Greg Smith อายุ 14 เมื่อปี 2003
(Starwheel.com)

  Collin Carlson ก็ไม่แพ้กัน เรียนจบคอร์สออนไลน์ของ Standford ตั้งแต่อายุ 11 ขวบ พอ 12 ก็เข้าเรียนปี 2 มหาวิทยาคอนเนคติคัทได้ เป็นนักสิ่งแวดล้อมที่ฝากผลงานสุดฮือฮาคือ ฟ้องร้องมหาวิทยาลัยข้อหาเลือกปฏิบัติทางวัยวุฒิ เนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมการทำงานภาคสนามที่อัฟริกาใต้กับเพื่อน(ที่อายุต่างกันเกือบ 10 ปี)
  Akrit Jaswal ได้ใบอนุญาตเป็นหมอผ่าตัดชาวอินเดียตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ขณะนี้กำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย ติดตามภาพ และเรื่องราวของ Akrit จาก Youtube.com
Image result for Akrit Jaswal
Akrit Jaswal หมอผ่าตัดที่อายุน้อยที่สุดในโลก
(closed2312323.blogspot.com)

เรื่องราวของยอดอัจฉริยะวัยเยาว์เหล่านี้ทำให้พ่อแม่หลายคนเคลิบเคลิ้มว่า หากลูกเป็นอัจฉริยะ ชีวิตคงจะประสบความสำเร็จ แต่ตามอ่านให้จบ เพราะเรื่องที่เรารับรู้นี้มันมาแค่ครึ่งทางเท่านั้น...และมันหักมุมตอนจบเสียด้วย ... รออ่านตอนต่อไป
(บทความนี้ลงใน FB Page ของ ศกร.นวัตกรรมเพื่อความสุขเมื่อเดือนกันยายน 2019)


สวรรค์ (หรือพ่อแม่) สาปให้หนูเป็นอัจฉริยะ? (ตอน 1)



หนึ่งในความฝันของพ่อแม่ยุคนี้ หลังจากรอดพ้นเรื่อง “ความไม่ปกติ” ใดๆแล้ว  หลายคนก็มีความหวังว่าลูกเราจะเป็นเด็กฉลาด เป็นอัจฉริยะ เป็นจีเนียส  ความหวังนี้อาจทำให้เกิดความตื่นเต้นที่ลูกเรียนรู้บางสิ่งได้ด้วยตัวเอง หรือเริ่มเห็น “พรสวรรค์” บางอย่างแล้วไม่อยากให้เสียของ จึงต้องการส่งเสริมให้ไปถึงศักยภาพสูงสุดของลูก
แต่เคยรู้บ้างไหมว่า คำว่า “อัจฉริยะ” อาจจะกลายเป็นคำสาปสำหรับลูกหรือ ความเป็น “จีเนียส”นั้นอาจไม่ได้ทำให้ชีวิตของลูกประสบความสำเร็จอย่างที่ฝันกันไว้
สมัยที่ยังใช้ชีวิตเป็น “นักมานุษยวิทยา” เมื่อหลายปีก่อน  ได้มีโอกาสศึกษาเด็กที่จัดว่าเป็นอัจฉริยะ ซึ่งอาจใช้คำว่า prodigy, genius, talented หรือ gifted จริงๆ (แต่ละคำมีความแตกต่างกันนิดหน่อย เช่น คำว่า Genius มีรากศัพท์ที่หมายถึงการสร้างสรรค์ด้วย ภาษาไทยก็ใช้คำว่า ปัญญาเลิศ อัจฉริยะ ความสามารถพิเศษ จีเนียส) ยังจำวลีหนึ่งที่กระแทกใจจากผู้ที่เคยเป็นเด็กอัจฉริยะคนหนึ่ง เขาบอกว่า
Prodigy is a Curse (อัจฉริยภาพคือคำสาป)” 
เขาอธิบายว่า เด็กอัจฉริยะก็เป็นคนธรรมดาที่ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายที่ต่างจากคนอื่น โดยเฉพาะ ความคาดหวังที่ไม่เป็นจริง ซึ่งทำให้เขารู้สึกแปลกแยก และไม่มีความสุข
 และนี้คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ต้องมาตั้งคำถามหลายๆ ข้อ กับพ่อแม่ที่มาถามว่า ทำไงดี มีลูกเป็นอัจฉริยะ ปัญญาเลิศ เก่ง ฉลาด จีเนียส ฯลฯ
Image result for genius cartoon images
ตัวการ์ตูน Dexter ยอดอัจฉริยะ
แต่...มีอะไรแปลกๆมั้ย?
ทำไมคิดว่าลูกเป็นอัจฉริยะ?


เป็นเรื่องปกติที่พ่อแม่ทั่วโลกมีพื้นฐานความรักความปรารถนาดีด้วยเชื่อว่า ลูกเราเจ๋งกว่าคนอื่น ก็จำต้องส่งเสริมเพื่อให้มีอนาคตที่ดี ให้พ่อแม่หมดห่วง และบางคนที่รู้สึกดีที่รู้สึก“ภูมิใจ” ที่ได้ “สร้าง”ผลงานชิ้นที่เรียกว่า “ลูกจีเนียส” นี้  
บางคนก็มีมุมมองว่า ลูกคือ“เชื้อสาย”ของพ่อแม่ หรือเป็นผู้มีบุญญาธิการมาเกิด ถ้าไม่ได้ฉลาดเพราะได้เชื้อความฉลาดของพ่อแม่ก็เพราะพระเจ้าส่งเทวดามาเกิด  เพราะไม่ได้สอนอะไรเลย ลูกเก่งเอง
และบางคนก็ใช้ความเก่งเจ๋งของลูกเป็นเครื่องมือไปถึงฝันที่พ่อแม่ไปไม่ถึง!!
ดังนั้น  อันดับแรก เราชวนให้เขาถามตัวเองว่า  เรามองดู “ลูกจีเนียส” ของเราจากมุมมองไหน  เบื้องต้นที่ต้องระวังคือ ขอให้พ่อแม่ถามตัวเองก่อนว่าเราได้ยัดเยียดสิ่งที่เราเป็นไม่ได้ให้ลูกต้องเป็นแทนหรือไม่?
ยังมีอีกหลายคำถาม กับข้อมูลชวนคิด ... รออ่านตอนต่อไป 
(บทความนี้ได้นำไปลงใน page ของ ศกร.นวัตกรรมเพื่อความสุข เมื่อเดือนกันยายน 2519
https://www.facebook.com/i4happinessedu/photos/pcb.690660621447317/690660094780703/?type=3&theater)


10.19.2018

ใช้ Bloom's Taxonomy ตามแนว i4happiness

ศูนย์การเรียนนวัตกรรมเพื่อความสุข (i4happiness-Innovation for Happiness Education Center) เปิดขึ้นมาเพื่อสนับสนุนบ้านเรียนที่มีเป้าหมายจะพัฒนาลูกๆ ให้มีพื้นฐานของการเป็นนวัตกร เราใช้ทฤษฎี แบบจำลองทางการศึกษาและจิตวิทยา บวกกับประสบการณ์จริงกับแนวคิดเก่า-ใหม่เกี่ยวกับการศึกษาและการพัฒนาคนที่นำมาประยุกต์ใช้จริง  เรื่องที่คุยกันเชิงทฤษฎีแบบนักวิชาการ ก็ลดราไป แต่มาเน้นที่การทำงานกับครอบครัวให้เป็นรูปธรรมมากกว่า

เมื่อมีคำถามมาใน inbox ที่ facebook ของศกร. (https://www.facebook.com/i4happinessedu/) ว่า model ทางการศึกษาที่มีอยู่มากมาย อันไหนดีที่สุด ... คำถามนี้ ตอบยาก และเราไม่ควรตอบให้ แต่อยากจะชวนพวกเรามาทำความเข้าใจที่แนวคิด เพื่อให้ได้คำตอบของตนเองจะดีกว่า

เป็นเรื่องจริงที่ ทฤษฎี model หรือแนวการจัดการศึกษามีอยู่มากมาย แต่ที่เราพูดกันอยู่บ่อย ก็เช่น Bloom’s Taxonomy, PBL, Design Thinking, U-Theory, Mulitple Intelligence หรือแม้กระทั่ง Experiential Learning Cycle-ELC-GROWME ที่เป็นพื้นฐานหลักสูตรของศูนย์การเรียนของเรา ก็ล้วนเป็นผลงานของเจ้าสำนักต่างชาติที่เราไปช้อปปิ้งมา 
ทั้งที่จริงๆแล้ว ถ้าหากเราให้เวลาเรียนรู้แนวทางการให้การศึกษาของพระพุทธเจ้า เราก็จะได้แนวคิด เครื่องมือ เทคนิคที่สุดยอดมาใช้  อาจจะเพราะเราคิดว่า ฝรั่งหรือญี่ปุ่นก้าวหน้ากว่าเราในเรื่องการศึกษาเราก็จึงต้องตามๆเค้าไป   

ด้วยเหตุที่มีทฤษฎี หรือ model เกิดใหม่มากมาย (ดูจำนวนมหาศาลของคนเรียนปริญญาโท และเอก และจำนวน journals ที่ต้องตีพิมพ์ผลงานเหล่านี้)  เราก็ต้องเข้าใจก่อนว่า ข้อสรุปที่มาเป็น model หรือทฤษฎีของแต่ละสำนักคิด ได้จากการศึกษาวิจัยกลุ่มตัวอย่างซึ่งมีอยู่จำนวนหนึ่ง ในเงื่อนไขสถานการณ์นั้นๆ  แต่ละ ทฤษฎี หรือ model จึงเป็นการถอดข้อสรุปของรายละเอียดมาอีกที ดังนั้น จึงไม่มี model หรือทฤษฎีใดที่จะใช้กับทุกกรณีในโลกนี้ได้ (ยกเว้นแต่ทฤษฎีของพระพุทธเจ้า) ทฤษฎีที่ออกมาใช้กันแล้วระยะหนึ่ง เจ้าของสำนักยังมีการปรับเปลี่ยนบ่อยๆ ไป  อย่าง Multiple Intelligence Gardner ก็ยังเสนอ intelligence เพิ่มเข้ามา  Kolb ที่เสนอ ELC ก็มีการปรับ ขยับขยายแนวคิดเพื่อใช้งานไปอีก  Bloom ก็ยังสลับขั้นที่ 5-6 มาแล้ว เป็นต้น

ดังนั้น เราจึงต้องวางตำแหน่งของเราให้กับการ “ฉลาดใช้” โดยจะต้องเข้าใจแก่นของทฤษฎี หรือ model นั้น และเข้าใจว่า ทฤษฎีเป็นข้อเสนอ ที่เราก็จะสามารถเลือกหยิบมาใช้ให้เหมาะกับเหตุของเราได้  สรุปก็คือ ขึ้นอยู่กับเราแล้ว ว่าจะเลือกชุดความเชื่อ หรือคำอธิบายอันไหนมาใช้กับลูกของเรา


เช่น ถ้าใครเลือกใช้ Bloom’s Taxonomy ก็ต้องเชื่อก่อนว่า ในหลากหลายผลการเรียนรู้ของมนุษย์ที่ Bloom เสนอให้แบ่งเป็น 6 แบบ  การสร้างสรรค์ผลงานหรือความรู้ใหม่ด้วยตนเองได้ เป็นการเรียนรู้ขั้นสูงที่ไปถึงตรงนั้นได้น้อย ใครไม่คิดแบบนี้ก็ไม่ต้องใช้ taxonomy ชุดนี้  ยังมีอีกหลายตัวที่ไปหยิบมาใช้ได้ (เช่น เชื่อเรื่อง IQ  การตอบข้อสอบโอเน็ต การสอบเข้าแพทย์ วิศวะ นิเทศฯ ได้คือความสำเร็จของการเรียนรู้ ก็ต้องไปดูที่คะแนนสอบ ไม่ต้องดูการสร้างสรรค์ผลงานอะไร)   และคนที่หยิบมาใช้ก็ต้องรู้ว่า Bloom’s Taxonomy ไม่ใช่กระบวนการเรียนรู้โดดๆ  แต่ควรใช้มันเป็น guideline เพื่อเช็คว่า เราอยู่ตรงไหน หรือเรียกง่ายๆ ก็คือ เป็นเครื่องมือในการ monitor การเรียนรู้ของเราตามเป้าหมายการเรียนรู้ใน 6 แบบนี้  ขั้นบันไดในสามเหลี่ยม Bloom's หมายถึงปริมาณการเข้าถึงความรู้ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่า เราเรียนอะไร ด้วยวิธีใด และเพื่อเป้าหมายไหน   ในชีวิตจริง บางที ถ้าเราแค่ต้องการรู้เพื่อไปโม้เบ่งใส่เพื่อน  เราก็เพียงไปหาความรู้มา แล้วจำมาบอกต่อ  แต่เมื่อเราต้องการมีผลงานเป็นของเราเอง ก็ต้องมาจากการเรียนรู้และลงมือทำให้เกิดผลงานตามเป้าหมาย  โดยศกร.ของเราก็ใช้ ELC-GROWME  เป็นเครื่องมือจัดกระบวนการเรียนรู้จนถึงเป้าหมาย  ดังนั้น คนที่เข้าใจ จะไม่ใช้ Bloom's Taxonomy นี้เป็นเครื่องมือประเมินเพื่อการคัดใครออก เราให้คุณค่าของการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ก็จริง แต่ก็ไม่ได้ละเลยคุณค่าของการเรียนรู้แบบอื่นๆ  การเรียนรู้ด้วยกระบวนการที่จัดการขึ้นมา จึงทำให้คนที่เรียนได้ความรู้ใหม่ของตัวเขาเอง เกิดแรงบันดาลใจ แม้จะยังไม่ได้สร้างผลงานใหม่ แต่ก็ยังมีธงในใจสำหรับพัฒนาการเรียนรู้ต่อไป