Labels

11.07.2011

กรอบงานชื่นใจฯ มัธยม (3)

ส่งกำลังใจมาให้เด็กๆ ในการเริ่มคิดงานชื่นใจในภาวะภัยพิบัติอย่างนี้นะคะ  พวกเราเคยทำโครงงานฯ มาอย่างน้อย 1 ครั้งแล้ว  คงพอนึกออกแล้วว่า งานโครงงาน  ไม่ใช่การรายงาน  ไม่ใช่การหยิบข้อมูลจากตรงนั้นตรงนี้มาแปะ ใส่รูปแค่นั้น  และพวกเราก็เริ่มทำงานได้ด้วยตัวเองได้แล้ว (คุณครูยัง on-line ให้ปรึกษาค่ะ)

1.  โครงงานยังเป็นงานส่วนบุคคล  ใช้กระบวนการทำงาน และเครื่องมือต่างๆ เหมือนเดิม 
1.1. กระบวนการตั้งคำถาม หาคำตอบที่ต้องมีข้อมูลมาอ้างอิง แสดงกระบวนการคิดวิเคราะห์ ปรับและพัฒนาต่อยอดงานเป็นขั้นๆ  และตอบโจทย์ใหญ่เดียวกันของแต่ละชั้นปี คือ 
1.1.1.  ชั้น 7 เน้นกระบวนการตั้งคำถาม หาคำตอบด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  การวางแผนการทำงานอย่างเป็นกระบวนการ
1.1.2.  ชั้น 8 เน้นการนำทักษะกระบวนการทำงานมาสร้างโครงงานที่บอกความเป็นตัวตน หรือความสนใจส่วนบุคคลอย่างชัดเจน   เลือกอาชีพ
1.1.3.  ชั้น 9 ตอบโจทย์ความสนใจที่ลึกขึ้น เกี่ยวข้องกับการของแต่ละคน
1.2. เครื่องมือที่ใช้: ยังใช้ตารางการทำงานและการประเมินที่เคยใช้เมื่อเทอมที่แล้ว (ดูเอกสารแนบ)  โดยสามารถเพิ่มเติมหรือปรับได้ตามความเหมาะสม แต่เน้นให้บันทึกต่อเนื่อง ไม่ใช่มานั่งเทียนเขียนทั้งหมดในสัปดาห์ที่ต้องส่งงาน  นี่เป็นส่วนหนึ่งของผลการประเมิน
1.3. นักเรียนสามารถเลือกคุณครูที่ปรึกษาได้เหมือนเดิม  ถ้ายังนึกไม่ออกว่าจะเป็นใครดีให้ถามแม่ต้นก็ได้จ้า
เกณฑ์การให้คะแนนชื่นใจฯ
2.    ช่วงนี้เราจะเห็นแนวความคิดมากมายในสื่อมวลชน ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ และสื่อ on-line  ลองศึกษาข้อมูลจากสื่อเหล่านี้ดูว่ามีประเด็นอะไรบ้าง  ส่วนคนที่ได้รับผลกระทบ ก็อาจจะใช้มุมมองของผู้ได้รับผลกระทบก็ได้ว่า มีความต้องการอะไรในยามจำเป็น  การทำโครงงานก็จะได้ตอบโจทย์ความต้องการแท้จริงของผู้ประสบภัย้
3.    ใครคิดหัวข้ออะไรได้ จะส่งมาให้แม่ต้นช่วยดู หรือส่งให้คุณครูที่อยากเชิญเป็นที่ปรึกษาได้เลย ทุกคนมี profile ของคุณครูกันแล้วเป็นส่วนมาก  อย่าลืมคุณครูหยวก (คอมพิวเตอร์) และคุณครูฟี่ (ศิลปะ ภาพถ่าย graphic design) นะคะ
แม่ต้นใช้ e-mail สะดวกที่สุดในตอนนี้  คือ Dhon63@gmail.com ค่ะ

11.06.2011

กรอบงานชื่นใจฯ มัธยม 2/2554 -- (2)


โจทย์ ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน ยากเกินตัว แต่ต้องอาศัยข้อมูลที่นักเรียนมีอยู่ และเห็นว่าเป็นเรื่องที่สนใจ ท้าทายความสามารถของตัวเองจริง เป็นเรื่องใกล้ตัว หรือเป็นเรื่องที่เราอาจจะได้ใช้ประโยชน์ ตัวอย่างโจทย์ เช่น
งานกลุ่มวิศวกรรม:
·              ที่อยู่อาศัยแบบใดที่เหมาะกับภาวะน้ำท่วม
·              จะออกแบบเรืออย่างไรที่เหมาะกับการเป็นเรือกู้ภัยที่สามารถจัดเก็บโดยไม่กินพื้นที่ หรือเป็นยานสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกแบบง่ายๆ
·              ทำอย่างไรจึงจะตรวจสอบกระแสไฟฟ้าในน้ำโดยไม่เสี่ยงอันตราย
·              สร้างแนวป้องกันน้ำทะลักเข้าบ้านอย่างไร ตามทฤษฎีใด จึงจะแข็งแรง มีประสิทธิภาพ และ ประหยัด 

โจทย์ ... เคลื่อนตัวอย่างไรในน้ำท่วม 
คิดได้ จะดีหรอ?!?!

เรือหรือรถสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก

อืมมม คิดได้ แถมกล้าทำเนอะ

งานเชิงสาธารณสุข:
·              อาหารและบรรจุภัณฑ์แบบใดที่เหมาะกับภาวะน้ำท่วม และไม่ก่อขยะ
·              ยาสมุนไพรที่เหมาะกับการรักษาโรคน้ำกัดเท้า (หรือโรคอื่นๆ จากน้ำท่วม) ควรมีสูตรอย่างไร
·               สูตร EM หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่เหมาะกับการฟื้นฟูสภาพน้ำเน่าเสีย และผลกระทบจากการใช้ EM
·              จะทำน้ำดื่มคุณภาพดีจากน้ำท่วมได้อย่างไร
·              จะประยุกต์แนวคิดการทำนาลอยน้ำ กับการปลูกพืชอาหารชนิดอื่นได้อย่างไร
·              วิธีใดที่เหมาะสมกับการฆ่าเชื้อโรคที่มากับน้ำ

งานเชิงศิลปะประยุกต์ ภาษา และการสื่อสาร:
·              จะนำศิลปะ (ดนตรี graphic design งานวาดเส้น ฯลฯ) มาใช้เพื่อการฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้ประสบภัยได้อย่างไร  
·              สื่อในรูปแบบใดได้บ้าง (cartoon, animation, ฯลฯ) ที่สามารถโน้มน้าวใจให้คนอพยพจากพื้นที่ประสบภัย
·              จะใช้ประโยชน์จากการถ่ายภาพอย่างไรเพื่อสื่อสารให้ผู้ชมเข้าใจสถานการณ์น้ำท่วม
·              เมื่อเปรียนเทียบวิเคราะห์ข่าวสารข้อมูลจากแหล่งต่างๆ แล้ว เราได้หลักคิดอะไรที่จะช่วยให้ประเมินสถานการณ์ วางแผนและตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม
·              เราจะใช้การสื่อสารอย่างไรเพื่อสร้างความเชื่อมั่น/ป้องกันการตื่นตระหนก/โน้มน้าวหรือปลอบประโลมใจในสถานการณ์ภัยพิบัติ
·              รายงานข่าวอุตุนิยมแบบใดจึงจะเป็นประโยชน์กับประชาชน
งานเชิงรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ นโยบาย:
·              ทำอย่างไรจึงจะป้องกันขโมยเข้าบ้านผู้อพยพ
·              แนวทางกำหนดนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจใดที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่น้ำท่วม
·              ทำอย่างไรการพยากรณ์พื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบจึงแม่นยำ
·              ระบบการระบายน้ำแบบใดจึงมีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับกรุงเทพฯ

ทรัพย์สินอย่างรถยนต์จะปลอดภัยได้ด้วย ...
ใช้อะไรหุ้มดี ... แบบนี้

หรือแบบนี้
หรือไม่ต้องหุ้ม แต่ลอยไปดีกว่า ...
อันนี้เป็นตัวอย่างคำถามที่นักเรียนเอาไปปรับให้ใกล้เคียงความสนใจของตัวเอง  แต่ยังมีคำถามอีกมากมายที่นักเรียนคิดขึ้นได้เอง  แต่อยากให้ใช้ความรู้ทั้งหมดมาบูรณาการ และเป็นงานที่พวกเรามีส่วนร่วมได้ (เช่น ทำได้เอง หรือเป็นความคิดที่เราทดลองทำได้)   ไม่ต้องไปคิดเรื่องใหญ่โตไกลตัว เช่น อาวุธ จรวด ฯลฯ  อยากให้นึกถึงตัวเราในยามประสบภัย (หรือใครที่รอดก็นึกถึงสถานการณ์ของเพื่อนๆ) ว่า  เราต้องการอะไร  ถ้ามี "สิ่งนี้" จะดีมาก ฯลฯ  อย่างตอนนี้ มีคนส่งหัวข้อมาให้แม่ต้นดูแล้ว เป็นเรื่องบ้านหนีน้ำ; ทำน้ำดื่มจากน้ำท่วม; ทำผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและบำรุงผิว; การบำบัดน้ำเสียหลังน้ำท่วม เป็นต้น  ไม่ต้องกลัวว่าเรื่องจะซ้ำ เพราะประเด็นที่สนใจ กระบวนการ วิธีการแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน  ใครยังไม่มั่นใจในคำถามของตัวเอง ส่ง e-mail มาถามแม่ต้นหรือคุณครูที่ปรึกษาก็ได้นะคะ

หลังจากทำโครงงานเสร็จ  เราจะรวบรวมโครงงาน หรือนวัตกรรมรับมือภาวะน้ำท่วมเป็นรูปเล่ม แบบเป็นคู่มือรับภัยพิบัติฉบับเพลินพัฒนาที่นำไปเผยแพร่ให้เกิดประโยชน์กับสาธารณชนได้ด้วย

กรอบงานชื่นใจฯ มัธยม 2/2554 -- 1


น้ำท่วมคราวนี้ ทำให้เราปิดเทอมนานเกินไปโดยไม่ได้ตั้งใจ  เห็นว่าหลายคนก็เริ่มคิดถึงโรงเีรียนกันแล้ว คุณครูก็เลยมีงานมาให้ทำ แก้คิดถึงจ้า  ใครเริ่มทำได้ก็ทำไปก่อนเลยนะ 

1.    โจทย์คราวนี้  มีเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมตัวรับภัยพิบัติครั้งต่อไป ดังนั้น
1.1. โครงงานของทุกคนยังต่อยอดความคิด และความสนใจส่วนตัว
1.2. ตอบโจทย์ที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติ (เช่น น้ำท่วมในครั้งนี้) จะเป็นภาพรวม หรือแบ่งเป็นเหตุการณ์ย่อยก็ได้ เช่น การเตรียมรับมือภัยพิบัติ  เมื่อเกิดภัยพิบัติจะอยู่กันอย่างไร  การฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ เป็นต้น 
1.3. ดังนั้น นักเรียนต้องมีข้อมูลที่จุดประกายความคิด หรือคำถาม เช่น “มีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำ กว่า 300 คน”  “ผู้เสียชีวิตจากการถูกไฟดูดเกือบ 40 คนแล้ว บางคนลืมว่าไม่ได้สับคัทเอาท์”  “พนังกั้นน้ำเสียหายเพราะทนแรงดันน้ำไม่ไหว”  “น้ำท่วมทะลักเข้าคลองประปาทำให้น้ำดิบมีคุณภาพต่ำ ส่งผลให้น้ำประปามีมาตรฐานต่ำกว่าที่ WHO กำหนด”  “โรคที่พบบ่อยคือน้ำกัดเท้า และโรคซึมเศร้า”  “รถยนต์ขึ้นจอดบนทางด่วน กีดขวางการจราจร”  “รถยนต์จมน้ำ”  “น้ำทะลักเข้าบ้านอย่างรวดเร็ว”  “ห้องน้ำใช้การไม่ได้ แม้ว่าจะอยู่ชั้น 2 หรืออาคารสูง” “มีคนจำนวนไม่น้อยไม่ยอมอพยพออกจากบ้าน เพราะเป็นห่วงทรัพย์สิน” ฯลฯ
ส่วนคนนี้ ... อย่าให้พูดดีกว่า

ยังมีโจทย์อีกมากมาย จะเอาโจทย์ไหนดีนะ?! ...
แขกผู้ประสงค์ให้ต่างคนต่างอยู่



ย้ายที่อยู่กันอย่างทุลุกทุเล
พนังกั้นน้ำแบบนี้ จะแตกหรือไม่แตกนะ

อืมมม ... ทำไมต้องลงทุนทำอุโมงค์ยักษ์ ทำยังไงให้มัน work

1.4. จากข้อมูลที่ “กระแทกใจ” นักเรียน  ขอให้นำมาเป็นโจทย์ในการทำโครงงาน ซึ่งอาจจะเป็นงานค้นคว้าวิจัย งานประดิษฐ์ งานทดลอง งานวิเคราะห์เปรียบเทียบ หรือรูปแบบอื่นๆ เพื่อตอบโจทย์ของตนเอง

เดี๋ยวลองดูตัวอย่างโจทย์ .... ในกรอบงานชื่นใจฯ ตอน 2

11.05.2011

เรียนรู้กับน้ำท่วม 2554 (2)

บทเรียนที่ 2: ข้อความที่ไร้ข้อมูล หรือ น้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง

ในยุค 2000  ชีวิตของเราแวดล้อมด้วยแหล่งข้อมูลข่าวสาร นอกจากสื่อกระดาษ สื่อเสียง และทีวีแล้ว ยังมีอินเตอร์เนทที่อุดมไปด้วยข้อมูลจากหลายทิศทาง  ถ้าเราไม่อยากจมอยู่ในวังวนของข่าวสาร เราก็ต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่างข้อความ กับข้อมูล 

เปลี่ยนรูปแบบ แต่ไส้ในยังกลวงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
สิ่งที่เราต้องการเมื่อเสพย์ข่าวสารคือ ข้อมูล  แต่น่าเสียดายเวลาที่เราเสียไปกับการรับข่าวสารกลับแทบไม่ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เลย  ยกตัวอย่างง่ายๆ
  • รายงานพยากรณ์อากาศทุกเย็นก็จะบอกอุณหภูมิสูงสุดต่ำสุด ทะเลมีคลื่นสูง ฯลฯ ซึ่งเป็นข้อมูลที่เหมือนๆ กันทุกช่อง  แต่ข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์กับผู้ชมหรือไม่ 
    • รายงานว่า ฝนตก 60%  เดิมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหมายถึง 60% ของพื้นที่  นึกว่าโอกาสที่ฝนจะตกมี 60%  แต่ถึงกระนั้น จะรู้ไหมว่า พื้นที่ไหนคือ 60% ที่จะโดน
    • เรื่องฝนตกน้ำท่วมนี่ก็เหมือนกัน  บอกว่า มรสุมชื่ออะไรจะมา แต่ไม่ได้ส่งสัญญาณอะไรที่จะบอกว่า ปีนี้รุนแรงกว่าปีที่แล้วนะ  ต้องระวังผู้ที่อยู่ในเส้นทางน้ำหลาก โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมไปสร้างขวางทางน้ำหลาก ต้องเตรียมตัวรับมืออย่างไร แจ้งเจ้าของมั้ย ต้องหาพื้นที่จอดรถหนีน้ำมั้ย ฯลฯ
    • การคำนวนปริมาณน้ำยุคนี้ควรจะทำได้อย่างแม่นยำมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เพราะมีเครื่องมือที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพอากาศมากมาย ทั้งแผนที่อากาศ  แผนที่ดาวเทียม  GIS  เรายังต้องมีเครือข่ายข้อมูลจากเพื่อนบ้าน ศูนย์อากาศแถบแปซิฟิก ฯลฯ  และกรมอุตุฯ ของเราต้องไม่หลับอุตุ  ต้องไปสื่อสารกับหน่วยพยากรณ์อากาศที่อื่นด้วย เช่น CNN, CIA, ASEAN, และยังมีศููนย์เตือนภัยพิบัติอีก  แต่เรากลับได้ประโยชน์จากแหล่งข้อมูลไฮเทคน้อยเกินไป
    • แถมล่าสุด สร้างความฮือฮากันด้วยวิธีการ present ที่แหวกแนวของช่อง 7  แต่ขอโทษ สาระไม่เปลี่ยน ยังไร้ความหมายกับชีวิตคนไทยเหมือนเดิม
  • ข้อความที่ไม่รู้ว่าหมายความอย่างไร
  • น้องวาฬมาช่วยอธิบายจนคนไทยหายงง
    • เอาอยู่ค้า ... -- เป็นข้อความที่ได้ยินบ่อยมากๆ  แต่ที่จริงแล้วหมายความว่า ด้วยสติปัญญาและความรู้ที่มีค่าเท่ากับ 0 ดิฉันคิดว่า 50-50 ค่ะ  คนที่ไม่หลงเชื่อคำพูดแบบนี้ หรือ มีข้อมูลมากก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจ เก็บข้าวของขึ้นข้างบน เตรียมตัด breaker ออกจากบ้านดีกว่า
    • มวลน้ำก้อนใหญ่ กำลังเคลื่อนตัวมาจากทางเหนือ -- แปลว่าอะไร มันมหาศาลขนาดไหน จะกินพื้นที่ขนาดไหน ไปในทิศทางไหน ฯลฯ  ต้องขอบคุณกลุ่มรู้สู้flood ที่ทำ VDO clip เล่าเรื่องน้องน้ำเทียบกับปลาวาฬจนคนเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
    • พื้นที่นี้ประกาศเป็นพื้นที่อพยพ -- โอเค ต้องเก็บของหละ  แล้วไงต่อ อพยพแปลว่าต้องไปทุกคนมั้ยอ้ะ  แล้วจะไปที่ไหนอ้ะ  แล้วจะไปเจออะไรอ้ะ  ต้องเอาเตาแก๊สไปมั้ย ต้องทำอะไรอีก ฯลฯ  
    • ขอให้อพยพ แต่ต้องมาทำงาน -- อันนี้งงที่สุด จะให้อพยพไปอยู่ที่ไหน ที่ยังจะต้องมาทำงานเนื่องจากไม่ได้สั่งให้เป็นวันหยุด  แต่งงยิ่งกว่างงที่สุดคือ ประกาศให้เป็นวันหยุดซะหลายวันเพื่อให้คนกรุงไปต่างจังหวัด เพื่อจะกลับมาเจอน้ำท่วม ... มันแปลว่าอะไร
      แผนภาพนี้ ควรจะแจกให้ชาวบ้านในกรุงเทพฯแปะติดฝาบ้านไว้เลย
  • ข้อมูลที่ไม่รู้ว่ามีผลกระทบกับเราอย่างไร แล้วเราจะทำอะไรกับข้อมูลอย่างนี้
    • เราจะเปิดประตูน้ำ 80, 100, หรือ 150 ซม. มันหมายความว่าอย่างไร  ถ้าเปิดเท่านี้น้ำจะท่วมเรามั้ย  พนังกั้นน้ำ เราควรจะพังทิ้งซะดีมั้ย ฯลฯ
    • น้ำทะเลหนุนสูงสุดในช่วงวันที่ 30 ต.ค. - 2 พ.ย. -- โอเค น้ำหนุนสูงสุด 2.67 เมตร มันคืออะไรเหรอ บ้านชั้น 1 สูง 2.8 เมตรของฉันจะท่วมมั้ย  ต้องรีบอพยพมั้ย  ก็บอกไปสิว่า ระดับน้ำขนาดนี้ ถ้าพนังกั้นน้ำไม่อยู่ บ้านในเขต .... จะโดนอย่างนี้ ...
    • น้ำประปาอยู่ในมาตรฐาน WHO -- มันทั้งเหลือง ทั้งเหม็น ทำไมมาตรฐาน WHO ต่ำนักอ้ะ กินเข้าไปแล้วจะเป็นยังไง ใช้แปรงฟันได้ป่าว
      แต่ที่แย่ที่สุดคือ ข้อความที่เจตนาให้คนเข้าใจผิดอย่างนี้
สารพัดเรื่องของข้อความที่ไม่มีข้อมูลอันเป็นประโยชน์กับชีวิตเราเลย  สำหรับเด็กๆ นี่คือตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม  เวลาที่เราค้นคว้าจาก Google หรืออ่านอะไรก็แล้วแต่  ถ้าไม่ฝึก critical thinking ตั้งคำถามกับข้อมูลนั้นจนเป็นนิสัย  เราจะติดอยู่ในวังวนไปเถียงกันที่ระดับข้อความ แต่ไม่ใช่ระดับข้อมูล  ถ้าเราไปเป็นผู้นำการตัดสินใจที่ผิดพลาดจนอาจจะเกิดความเสียหายกับชีวิตและทรัพย์สินของชาติและของประชาชนอีกนับแสนนับล้านคน  เด็กเพลินฯ ต้องไม่เป็นเหยื่อของข้อความที่ไร้ข้อมูลนะ

10.30.2011

เรียนรู้ไปกับน้ำท่วม 2554 (1)

น้ำท่วมปีนี้หนักหนาสาหัส เรียกว่า ทำเอาเครียดไปตามๆ กัน  แต่เด็กเพลินฯ ต้องฝึกมองปัญหาเป็นโอกาส เป็นบทเรียนให้ได้  มาช่วยกันรวบรวมบทเรียนกันดีกว่า

บทเรียนที่ 1: คนไทยเน้นการวิ่งตามปัญหาโดยไม่มีข้อมูล มากกว่าการเตรียมการ

โฉมหน้าผู้บริหารจัดการน้ำท่วมปี 2554
ข้อมูลเกี่ยวกับน้ำ: ตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคม 54 เมืองไทยถูกกระหน่ำด้วยพายุนกเตน ตามมาด้วยไห่ถาง นาเสด และนาลแก  ปริมาณน้ำฝนขนาดไหนที่เราต้องจัดการ พื้นดินดูดซับน้ำได้มากน้อยเท่าไหร่ เขื่อนแต่ละเขื่อนรับน้ำได้ขนาดไหน  ควรจะทำแผนการระบายน้ำให้เขื่อนมีพื้นที่รอรับน้ำฝนจากมรสุมลูกถัดไปอย่างไร  เมื่อจะปล่อยน้ำออกมา ทางเดินของน้ำเป็นอย่างไร  จะกระทบจังหวัดไหน อำเภอไหนบ้าง  พื้นที่ทางน้ำผ่านมี contour คือภูิมิประเทศ สูงต่ำยังไง ตรงไหนเป็นแอ่ง ตรงไหนที่ดอน มีอุปสรรคของทางน้ำบ้างไหม  ตรงไหนเป็นจุดสำคัญที่ต้องป้องกัน ฯลฯ ความรู้ที่simple ที่สุดที่ต้องมีก่อนจัดการปัญหาน้ำ คือ ธรรมชาติของน้ำหรือฟิสิกส์ของน้ำ  น่าเสียดายที่ข้อมูลเยอะแยะที่ได้จากเทคโนโลยี ดาวเีทียม GIS และข้อมูลจาก CNN, CIA, กลับไม่เห็นว่าจะมาช่วยเราในยามวิกฤตได้

ข้อมูลด้านการบริหารรัฐกิจ: เมืองไทยเน้นการกระจายอำนาจการบริหารและการปกครอง แต่มีใครรู้บ้างว่า หน่วยงานไหนรับผิดชอบเรื่องของน้ำบ้าง ใครมีองค์ความรู้ด้านการจัดการน้ำ จะประสานงานกันอย่างไร ใครคือคนที่จะได้รับผลกระทบ ชุมชนที่น่าจะจมบาดาลมีสภาพเป็นอย่างไร ใครเป็นกลุ่มแรกที่ต้องเข้าช่วยเหลือ  นิคมอุตสาหกรรมซึ่งเป็น "อู่ข้าวอู่น้ำของสังคมทุนนิยม" ต้องรับมืออย่างไร มีใครรับผิดชอบที่จะบอกเขาให้เตรียมตัวไหม ฯลฯ  การกระจายการปกครองให้ท้องถิ่น แต่ก็เห็นอยู่ว่า ท้องถิ่นทุกวันนี้ไม่มีข้อมูลลูกบ้านของตัวเอง หรือตรอกซอกซอยอะไรอยู่ตรงไหน เราจึงมีคนที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือมากมายขนาดนี้

ดร.สมิทธ ธรรมสโรช มูลนิธิเตือนภัยพิบัติแห่งชาติไม่ได้อยู่ในคปภ.
ปราโมทย์ ไม้กลัด ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ
ข้อมูลด้านทุกข์สุขของชาวบ้าน: ข้อมูลนี้ต้องการความละเอียดเพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ปัจจัย 4 อะไรที่จะได้รับผลกระทบ ที่อยู่อาศัย อาหารน้ำ ยารักษาโรค ในยุคที่เราพึ่งพาเทคโนโลยี นอกจากเรื่องน้ำกินน้ำใช้แล้ว ห้องน้ำ ไฟฟ้า โทรศัพท์ ทีวี และการเดินทางต้องเป็นปัจจัยที่นำมาพิจารณาเตรียมการรับมือ

เรื่องที่ต้องกังวลมากที่สุดคือ ไฟฟ้า กับน้ำประปา  มีข้อมูลไหมว่า เมื่อไหร่จะถูกตัดไฟ  หม้อแปลงไฟ หรือมิเตอร์ไฟฟ้าติดตั้งอยู่ที่ระดับปลอดภัยหรือไม่ ระบบการจ่ายไฟฟ้า และน้ำสำรองอยู่ในสภาพไหน  ต่อมาก็ต้องชวนกันดูว่า ใครมีนวัตกรรมอะไรที่จะมาช่วยชาวบ้านได้บ้าง โดยเฉพาะเมื่อเขาต้องสูญเสียทรัพย์สมบัติที่มีมูลค่าของคนไทยคือบ้าน กับรถยนต์  มีวิธีไหนที่จะช่วยให้เสียหายน้อยที่สุด

แต่ดูเหมือนการเตรียมการมีน้อยมากๆ ไม่มีใครพูดถึงแผนรับมือกับภาวะน้ำท่วมอย่างจริงจัง ทั้งที่อยุธยาถูกน้ำท่วมมาตั้งแต่ 2 เดือนที่แล้ว ซึ่งนานพอที่รัฐบาลจะทำแผนรับมือเพื่อลดความเสียหาย  แต่ก็ยังเลือกวิธีเดิมๆ คือ การตั้งคณะทำงานที่มีอดีตอธิบดีตำรวจเป็นประธาน เรียกว่า ศปภ. แต่ใครในคณะทำงานนี้มีภูมิรู้พอเป็นที่พึ่งของนายกฯ ได้  ทำไมยังส่งนายกฯ มาให้หน้าแตกอยู่บ่อยๆ  ทุกครั้งที่นายกฯ บอกว่า "เอาอยู่ค้า" พนังกั้นน้ำแตกทุกที  ล่าสุดบอกว่า เราจะไม่ย้ายศปภ.ไปจากดอนเมือง หม้อแปลงไฟก็ระเบิดซะจนต้องย้ายตัวเองออกมา

ผู้ว่ากทม.ก็เช่นเดียวกัน  ต้องทำงาน routineให้ดี เร่งจัดการให้เครื่องสูบน้ำใช้การได้ทุกเครื่อง  จัดการขุดลอกคลองกำจัดเครื่องกีดขวางทางน้ำ พูดคุยกับชุมชนต่างๆ ในกทม.เพื่อขอความร่วมมือ  เตรียมแผนสำรองเพื่อการดูแลให้การระบายน้ำมีประสิทธิภาพ จัดเตรียมการอพยพผู้คน จะเอาเขาไปที่ไหน เตรียม service อะไรบ้าง ฯลฯ  แต่ผู้ว่าก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า

ผู้นำของเราสอบตกทั้งคู่เพราะไม่ให้ความสำคัญเรื่องการเตรียมการ แถมยังแก้ปัญหาก็ไม่เก่งอีก


เข้าถึง จริงใจ สู้ไม่ถอย ... Hero ตัวจริง
วันที่ชาวบ้านหมดแรง ยังมีทหารเป็นความหวังสุดท้าย
ทหาร นักแก้ปัญหา = ฮีโร่ตัวจริง

เมื่อรัฐสอบตกทั้งเรื่องเตรียมการและแก้ปัญหา ... ผลคือชาวบ้านเดือดร้อน นิคมอุตสาหกรรมเสียหาย ฯลฯ บทบาทพระเอกขี่ม้าขาวที่มาช่วยกู้สถานการณ์จึงตกเป็นของทหารหาญ  จิตอาสาของชาวบ้าน และสื่อมวลชนอย่างไม่ค้านสายตากรรมการ

ได้ใจไปเต็มๆ
อะไรๆ ก็ทหาร ที่พึ่งสุดท้ายของสังคม
Hero ตัวจริงทุกคนเลย
ทั้ง 3 กลุ่มคือนักแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เยี่ยมยอด  และคงจะเป็นอย่างนี้ต่อไปอีกยาวนานเพราะผู้บริหารไม่ทำงานแบบ proactive คือก่อนปัญหาจะเกิด ก็เตรียมพร้อมด้วยความเป็นมืออาชีพ และข้อมูลที่แม่นยำ  เราไม่คาดหวังให้นายกฯต้องรู้เรื่องน้ำ แต่เขาต้องใช้คนให้เป็น



(รูปเด็ดๆ หลายรูปได้จาก http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=kaenjai-pa&month=24-10-2011&group=6&gblog=10)

ถือเป็นเรื่องที่เด็กเพลินฯ ต้องเรียนรู้เสริมทักษะการทำงาน
   

10.29.2011

เลื่อนเปิดเทอม

เปิดเทอมคราวนี้ จำใจต้องเลื่อนวันเปิดเทอมเนื่องจากอุทกภัยครั้งที่ร้ายแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี มีบทเรียนหลายอย่างที่เราจะชวนกันเรียนรู้ 

ที่บ้านแม่ต้นจมน้ำไปแล้วค่ะ   ที่จอดรถน้ำถึงหน้าอก ในบ้านชั้น 1 สูงประมาณ 1.20 เมตร  ต้องยอมให้ตู้เย็นลอยตุ๊บป่อง ใกล้กับเครื่องซักผ้าที่จมน้ำ พร้อมตู้หนังสือ SB ก็ได้ say goodbye กันไปเรียบร้อยแล้ว 7 ตู้ค่ะ (ต่อไปจะไม่ซื้อแบบนี้อีกแล้ว ทั้งแพง และไม่ทนน้ำ) กับหนังสือแสนรักอีก 3 ลังที่นึกว่า seal กันน้ำดีแล้ว  แต่คงไม่มากไปกว่าบ้านครูออย @ บางบัวทอง ครูยู และครูแพท @ บางใหญ่ และอีกหลายบ้าน   เรื่องที่น่าเสียใจที่สุดคือ คุณครูต้อย (อดีตครูใหญ่ประถม) ก็สูญเสียคุณพ่อไประหว่างการอพยพหนีน้ำท่วมด้วย บางบ้าน (รวมทั้งบ้านต้นเอง) มีเหตุให้อพยพไม่ได้ก็ต้องทนอยู่กับน้ำท่วม 

ภาพ 27 ต.ค. 54 ยังไม่ท่วม แต่วันนี้น้ำขึ้นมาถึงบันไดขั้นที่ 1 แล้ว
เขตทวีวัฒนาได้ประกาศอพยพบ้านริมคลองมหาสวัสดิ์และให้วิทยาลัยทองสุขเป็น หนึ่งในศูนย์อพยพ  โรงเรียนเราอยู่ใกล้ๆ ก็คงพอเอาตัวรอดได้  และก็ได้เปิดให้เป็นที่พักพิงของคุณครูและครอบครัวที่ได้รับความเดือดร้อน  แต่สถานการณ์เลวร้ายลงเรื่อยๆ ก็ได้เกลี้ยกล่อมคุณครูให้ไปพักพิงต่างจังหวัดเพื่อความปลอดภัย 

นักเรียนของเราเป็นอย่างไรกันบ้าง  มีใครอพยพไปอยู่ที่ไหนกัน ช่วยส่งข่าวด้วยนะคะ

เรื่องที่อยากหารือคือ การที่โรงเรียนเลื่อนการเปิดเทอมสำหรับนักเีรียนไปเป็น 15 หรือ 17 พ.ย. -- ตอนนี้เป็น 28 พ.ย. แล้ว ทำให้เวลาเรียนหายไปแล้ว 4-5 สัปดาห์เป็นอย่างน้อย  เราจะต้องหาวิธีชดเชย  อาจจะเป็นเสาร์-อาทิตย์เพื่อให้ทันการสอบ O-NET  สำหรับนักเรียนชั้น 9 และ 12 ต้นเดือนกุมภาพันธ์  (ยังไม่มีทีท่าว่าจะเลื่อนการสอบ) ก็มีหลายแนวทางที่เราทำได้ เช่น
ทางเดินเข้าโรงเรียน วันนี้น้ำท่วมถึงเข่าแล้ว
  • เพิ่มชั่วโมงเรียนในแต่ละวัน ของ  ม.ต้นเป็นจาก 7 คาบ เป็น 8 คาบ (จะเลิกเรียนประมาณ 16:30 น.)  และ ม.ปลายโดยเฉพาะชั้น 11 อาจจะต้องเลิก 17:30 น. ในบางวัน (เนื่องจากวันศุกร์จะไปเรียนร.ด.กันตั้งแต่ประมาณ 11 โมง ไปจนถึงกลางเดือนธันวาคม)
  • ถ้าเราจะไม่เลิกเรียนเย็น  อีกทางเลือกหนึ่งคือ มาเรียนในวันเสาร์ 
  • กิจกรรมอื่นๆ เช่น ชื่นใจฯ ของน้องม.ต้นก็อาจจะเริ่มทำได้ตั้งแต่ตอนนี้  ซึ่งแม่ต้นจะให้โจทย์ทาง e-mail เืพื่อให้คิดและรวบรวมข้อมูลไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องคอยมาเริ่มตอนเปิดเรียน ส่วนสารนิพนธ์ของพี่ม.ปลายก็ให้เริ่มทำไปได้เรื่อยๆ  งานรายบุคคลนี้ใครทำได้ก็ทำไป ไม่ต้องรอทำตอนเปิดเทอม  คุณครูหลายคนก็ยัง on-line อยู่
  • บางวิชาก็อาจจะให้นักเรียนได้ทำงานด้วยตัวเองที่บ้านได้ก่อน เช่น อ่านหนังสือนอกเวลา ฯลฯ ตามที่คุณครูให้กรอบไป
  • เทอมนี้มีกิจกรรมเยอะมาก  นอกจากกิจกรรมที่เกี่ยวกับการเรียน (เช่นภาคสนาม สอบ O-NET และการเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย) ก็ยังมีกิจกรรมอื่นๆ เช่น แดงชาด  และ season กีฬาของทีมครูกีฬา  ส่วนการไปธรรมยาตราปีนี้ กำลังจะหารือกันว่า เราอาจจะทำกิจกรรมอย่างอื่นแทนสำหรับนักเรียนชั้น 10 
ใครมีไอเดียอะไรกรุณาส่งข่าวมาด้วยนะคะ  ถือว่าช่วยกันคิดหาทางออกกันค่ะ  สู้สู้ค่ะ  (dhon63@gmail.com)

10.07.2011

The Space Monsters

The Space Monsters @ Plearnpattana
วันสุดท้ายของภาคเรียนนี้  เด็กๆชั้น 9 ขอปิดท้ายด้วยการแสดงของวง Space Monsters -- 3 หนุ่มกับ 1 สาวมือกลอง และแถมนักร้องรับเชิญอีก 1 สาว  มีพี่น้องและเพื่อนฝูงมาร่วมกรี๊ดกันพอประมาณ  เล่นจนจบ 7 เพลงและแถมอีกเล็กๆ น้อยๆ ตามคำเรียกร้องของแฟนเพลง ประเมินกันแบบไม่อวยเกินไปว่า ไม่เลวทีเดียว ...

แต่สมาชิกวง Space Monsters กลับทำหน้าเซ็งเพราะผิดหวังที่หลายอย่างไม่เป็นไปตามคาด  ตั้งแต่เรื่องของเวลาที่ล่วงเลยมาจากแผนการแสดง เพราะยังไม่พร้อมสักที   ความผิดพลาดในการ sound check  ทำให้มือกลองตีกลองไปทั้งที่ไม่ได้ยินเสียงคนร้องเลย   Solo guitar กำลัง slide กีตาร์สุดสวิง เสียงที่สูงเกินทำให้ระบบเสียง shut down  ต้อง restart กันใหม่  นี่ยังไม่นับว่า นักร้องนำเป็นหวัดอยู่ด้วย และ ฯลฯ
แฟนเพลง สังเกต 3 สาววัยจ๊าบ 3 คนแถวหลัง

หลังปิดการแสดง  สมาชิกวงมีปฏิกิริยาต่างกัน บางคนมาขอโทษที่ไม่ได้เตรียมตัวให้พร้อม เน้นแต่จะเล่นดนตรีอย่างเดียว บางคนก็ตำหนิตัวเองว่า ห่วยสุดๆ  แต่แม่ต้นดีใจที่ได้ยินนักร้องนำบอกว่า  คราวหน้าต้องดีกว่านี้ ผมขอเล่นงานมหกรรมดนตรีมัธยมเพื่อแก้ตัว
หัวหน้าวง ต้องเข้มแข็ง
นักร้องนำจอมลุย
ประสบการณ์แบบนี้ถือเป็นบททดสอบที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับการเติบโต  เด็กๆ จะเข้าใจและยอมรับได้ไหมว่า ความสำเร็จของการทำงานแต่ละครั้งไม่ใช่มาง่ายๆ  นักดนตรีที่แสดงคอนเสิร์ตประสบความสำเร็จต้องอาศัยความรู้ ประสบการณ์ และความพร้อม  เพราะประสบการณ์จะช่วยให้คาดเดาเหตุการณ์ และความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำ   สติ และไหวพริบจะช่วยให้แก้สถานการณ์เฉพาะหน้าได้ดี ซึ่งเหล่านี้ต้องอาศัยการฝึกฝน

ว่าที่ "แหลม มอริสัน" เบอร์ 2 มั้ยเนี่ย
ไม่ได้ยินเสียงคนร้องก็ยังตีกลองแน่นปึ้ก
แต่ที่สำคัญที่สุดคือ การที่เด็กๆ เริ่มจะเข้าใจได้แล้วว่า  โลกนี้ไม่มีอะไร perfect  ไม่มีอะไรการันตีความสำเร็จ  แต่ในความไม่ perfect นี้คือพื้นที่ให้เราพัฒนาไม่มีสิ้นสุด   อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุด ไม่ใช่เครื่องเสียง หรือ sound check หรือ ฯลฯ  แต่แท้จริงแล้วคือใจที่ฝ่อได้ง่ายนั่นเอง

ประสบการณ์อย่างนี้จะช่วยให้เขาตัดสินใจได้ดีขึ้นว่า  ในวินาทีที่เกิดความผิดพลาด เขามีทางเลือก 2 ทาง จะหาข้อแก้ตัวสารพัด แล้วจมอยู่กับความผิดพลาดนั้น  หรือจะทำความเข้าใจกับความผิดพลาด แล้วดึงตัวเองออกมาสู่สมดุลย์ ตั้งหลักเพื่อจะก้าวต่อไป

ใครพร้อมลุยไปข้างหน้าแล้วบ้าง ... ยกมือขึ้น

บทบาทของพ่อแม่และครูที่เป็นคนจัดการทุกอย่างให้กำลังจะลดน้อยลง  จากนี้ไปจะเหลือแต่เพียงตัวเขาที่ต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง และรับคำชื่นชมควบคู่ไปกับการเผชิญอุปสรรค ต้องฝึกฝนตนเองเพื่อก้าวเดินต่อไปสู่จุดหมาย  เมื่อเข้าใจอย่างนี้ได้ ชีวิตที่เหลือก็พร้อมสนุกกับมัน ... แบบเด็กเพลินฯ ตัวจริง