Labels

Showing posts with label ชื่นใจฯ. Show all posts
Showing posts with label ชื่นใจฯ. Show all posts

11.21.2011

รายงาน กับโครงงานต่างกันอย่างไร

มีคนถามมาว่า  การทำรายงานกับการทำโครงงานชื่นใจได้เรียนรู้ แตกต่างกันอย่างไร ...  ก็เลยทำตารางเปรียบเทียบให้ดูง่ายๆ 

การทำรายงานการทำโครงงานแบบ problem-based learning
มีหัวข้อตามความสนใจ หรือที่ครูกำหนดมีคำถามที่อยากรู้ สนใจจะตอบจริงๆ
รูปแบบหลักคือ ค้นคว้าข้อมูลจากหลายแหล่ง แล้วนำเสนอข้อมูลมีได้หลายรูปแบบ:
  • ทดลอง
  • ประดิษฐ์
  • สืบค้น วิจัย
  • สำรวจ
  • ออกแบบการนำเสนอข้อมูล
  • นำเสนอทฤษฎี วิเคราะห์ข้อมูล
และอาจมีรูปแบบอื่นอีกก็ได้แล้วแต่จะสร้างสรรค์ตามลักษณะปัญหา
เน้นกระบวนการรวบรวมข้อมูล เพื่อนำมาศึกษา วิเคราะห์ สังเคราะห์จนผู้ทำรายงานเกิดความรู้ที่ลึกซึ้งเน้นกระบวนการตั้งคำถาม หาคำตอบ และการใช้ทักษะหลากหลาย เช่น การสังเกต การจดบันทึก การทดลอง การคิดที่ซับซ้อน ฯลฯ เพื่อให้ได้คำตอบนั้น
เป้าหมาย: ให้ได้ข้อสรุปเป็นรายงานเป้าหมาย:ให้ได้คำตอบสำหรับปัญหาที่ตั้ง และมีชิ้นงาน หรือผลงานที่ไปพัฒนาต่อยอดได้
เน้นทักษะการอ่านเขียน เน้นทักษะอ่านเขียน และนำความคิดสร้างสรรค์มาสร้างผลงานที่จะนำไปขยายผลเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นประโยชน์
ได้เรียนรู้ผ่านข้อมูลที่รวบรวมมาจากหลายแหล่ง จำเป็นต้องมีการตรวจสอบแหล่งข้อมูล และคุณภาพของข้อมูลจะได้เรียนรู้จากข้อมูลชั้นปฐมภูมิคือ การลงมือทำ การได้สัมผัส การสังเกต ได้ฝึกแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในระหว่างการทำงาน และได้ชิ้นงานจากการสร้างสรรค์ของตนเอง เกิดประสบการณ์ตรง

ในการทำโครงงานชื่นใจได้เรียนรู้  เราจึงเน้นการทำโครงงานที่ใช้คำถามเป็นตัวตั้ง อย่างที่เรียกว่า Problem-based learning  และเพราะเราเห็นว่า  เป็นประโยชน์สำหรับการเรียนรู้ของนักเรียนมากกว่า  เนื่องจากได้ฝึกทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเติบโตในศตวรรษที่ 21 


หลายคนส่งงานมาให้ดูแล้ว เป็นลักษณะการหาข้อมูลเบื้องต้น เอามาเรียงต่อกัน ใส่รูปสวยๆ มา อันนี้ถือเป็นขั้นแรกที่มีการหาข้อมูลพื้นฐาน  ก็จะต้องทำงานต่อกับข้อมูลชุดนี้  เราอาจจะต้องถามตัวเองว่า รู้แค่นี้จะทำอะไรได้บ้าง  ถ้าค้นคว้า และวิเคราะห์ให้ลึกต่อไปอีกจะพบอะไร  หรือจะหาวิธีทำให้ข้อมูลนี้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงได้อย่างไรเมื่อเกิดภัยพิบัติ  สมมุติว่า สนใจเรื่องสัตว์มีพิษในช่วงน้ำท่วม ได้ข้อมูลจากเวบไซต์มารวมกันแล้ว  จะทำอะไรได้บ้าง  จะหาวิธีสื่อสารให้คนจำได้ เช่นจะทำอะนิเมชั่นให้ความรู้สำหรับเด็ก หรือจะหาสมุนไพรป้องกันสัตว์มีพิษบางชนิด หรือ ฯลฯ 


ทีนี้  ใครไม่มั่นใจว่าที่ทำอยู่นี้เป็นโครงงานฯ หรือเป็นรายงานก็ลองทบทวนดูจากตารางข้างบน  แต่ถ้ายังสงสัยอยู่อีก  ก็ e-mail มาถามแม่ต้น dhon63@gmail.com หรือคุณครูที่ปรึกษาได้นะจ๊ะ  แล้วช่วยตอบแบบสำรวจมาด้วยว่า ใครคิดจะทำเรื่องอะไร แล้วเดี๋ยวเราทำงานกันก่อนจะได้เจอหน้ากัน


ถ้าเข้าใจแล้ว  ลองทบทวนหัวข้องานชื่นใจฯ ว่าเป็นรายงาน หรือเป็นโครงงาน  ตัดสินใจว่าจะทำเรื่องอะไรแล้วก็เข้าไปบันทึกด้วย ขอให้ส่งหัวข้อภายในวันที่ 24 พ.ย. 54  เพื่อให้เราได้เริ่มทำงาน และได้คุณครูที่ปรึกษา


กรอกข้อมูลโครงงานชื่นใจฯ ชั้น 7

กรอกข้อมูลโครงงานชื้นใจฯ ชั้น 8

กรอกข้อมูลโครงงานชื้นใจฯ ชั้น 9

11.09.2011

ว่าด้วยการนำเสนอ (2): Pecha-Kucha; Ignite; และ Kamishibai

เป็นที่รู้กันว่า  คนทั่วไปมีความสามารถในการฟังอย่างตั้งอกตั้งใจจนได้ประเด็นเนื้อหาสาระจริงๆ ก็ประมาณ 5-7 นาที  หลังจากนั้นสมาธิก็จะหลุดล่องลอยไป  บางแว้บอาจจะกลับมาฟังเราต่อ แต่ถ้าเราไม่สามารถจะหาอะไรที่น่าสนใจมาจับคนฟังให้อยู่กับเราได้ตลอด ก็เท่ากับว่า เราจะสูญเสียผู้ฟังของเราหลังจาก 10 นาทีแรก  แม่ต้นพูดอยู่เสมอว่า ประเด็นหลักของเราต้องจบภายใน 3-5 นาทีแรก

เมื่อหลายปีก่อน  แม่ต้นได้ไปเข้า workshop ของคุณ Steven Covey ตั้งแต่สมัยที่เขายังไม่ได้ดังมากนัก  เพื่อฝึกทักษะ 7 Habits (ซึ่งวันนี้งอกมาเป็น 8 และ 9 Habits แล้วมั้ง)  เป็นครั้งแรกที่เรียนวิธีการนำเสนอ 3 นาที ซึ่งยากมากๆๆ แต่ก็เป็นทักษะหนึ่งที่ได้ใช้ทำมาหากินมาตลอดชีวิตการเป็นที่ปรึกษา  ข้อดีของการทำ presentation ให้สั้นก็คือ เราเข้าถึงประเด็นที่ต้องการสื่อให้ชัดๆ เพื่อจะเหลือเวลาสำหรับการตอบคำถาม และอภิปราย เป็นการสื่อสาร 2 ทาง

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีแนวคิดในเรื่องการนำเสนอด้วย powerpoint presentation ที่สั้นกระชับ มีกฎเกณฑ์เป็นที่รู้จัก และยอมรับกันมากขึ้นเรื่อยๆ จะเอามาเล่าให้ฟัง 3 แบบ

ตัวอย่างการนำเสนอแบบเพทัชก้า คลิกที่นี่

ดูเสร็จแล้ว  ทำ worksheet for G.7 & 8 
  1. Pecha-Kucha  ที่จริงต้องออกเสียงว่า เพทัชก้า ไม่ใช่ เพชา-คุทชา  ไม่อยากเชื่อว่าเป็นภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่า chit-chat หรือ"คุยกัน"  การนำเสนอ style นี้ กำหนดให้ใช้ 20 slide แ่ต่ละ slide ใช้เวลา 20 วินาที เมื่อรวมกันแล้วก็จะใช้เวลาในการนำเสนอ  6 นาที 40 วินาที  เพทัชก้าริเริ่มจากกลุ่มสถาปนิกฝรั่งที่เขาชอบรวมตัวกันมานำเสนอไอเดีย  ทีนี้ ไอเดียใหม่ๆ มีมากมาย ก็เลยต้องจำกัดการพูดด้วยกฎอย่างนี้  ตอนนี้มีกลุ่ม Pecha-Kutcha อยู่ไม่น้อยกว่า 80 ประเทศแล้ว 
  2. Ignite: ที่แปลว่า "ติดเครื่อง" ก็มีแนวคิดคล้ายกับเพทัชก้า คือไม่เกิน 20 slide แต่จำกัดเวลาให้แน่นขึ้นไปอีก เพราะเขาบอกวา 20 วินาทีต่อ slide เนี่ยยาวไป  กระชับลงมาได้ถึง 15 วินาทีต่อสไลด์  ดังนั้น 20 slide x 15 วินาที ก็จะใช้เวลาประมาณ 5 นาที ก็จบการนำเสนอได้
  3. Kamishibai: อันนี้ฟังดูก็รู้เลยว่า เป็นญี่ปุ่น  ต่างกับ 2 แบบแรกตรงที่เขาให้ ภาพประกอบเป็นพระเอกคู่ในการ "เล่าเรื่อง" เป็นภาพที่ไม่มีคำพูดหรือใช้คำน้อยมาก เรียบง่าย ไม่ใส่รายละเอียดมากนัก  เรียงภาพตามเรื่องที่เล่า  ผู้เล่าใช้ความสามารถในการเล่าเรื่องโดยสอดแทรกอารมณ์ คำพูด น้ำเสียง ท่าทาง เืพื่อให้คนฟังติดตามแบบตาไม่กระพริบจึงต้องสื่อสารกับผู้ฟังตลอดเวลา  การนำเสนอก็ยืดหยุ่นนิดหน่อยประมาณ 10 นาที  อ่าน Kamishibai เพิ่มเติมที่นี่ค่ะ
Upside of Fear: ตัวอย่างการนำเสนอแบบ "ติดเครื่อง" คลิกที่นี่

ดูเสร็จแล้ว  ทำ worksheet for G.9 & 10 
การนำเสนอทั้ง 3 แบบที่กำลัง in-trend นี้ เกิดขึ้นจากความเข้าใจว่า คนพูดเก่งต้องพูดได้อย่างสั้น กระชับ ได้ประเด็น  ไม่ใช่พวกที่พูดนาน  ประเภทยืนเวทีเป็นชั่วโมงกล่อมคนฟังให้หลับ  หรือพูดเยอะ คนก็ขำแต่กลับไม่ได้ประเด็นอะไร หรือที่เกิดขึ้นแน่ๆ คือ ประเด็นดีๆ ทั้งนั้น แต่นานไปหน่อยจนคนฟังจำไม่ได้

อีกอย่างหนึ่งคือ ต้องมีความสามารถในการสื่อสารด้วยภาพ ไม่ใช่หยิบอะไรมาก็แปะลงไป ภาพเหล่านี้ หรือแต่ละ slide มีคำน้อยมากๆ  ดังนั้นผู้นำเสนอจึงต้องเลือกสรรภาพที่ช่วยให้การเล่าเรื่องสร้างความเข้าใจ และเกิดอารมณ์ตามที่ผู้นำเสนอต้องการ

การนำเสนอแบบ Ignite หรือ Pecha-Kucha บางรายการเขาจะทำ slide ต่อเนื่องไปเลย โดยที่ผู้นำเสนอไม่มีโอกาสได้กดเลื่อน slide ด้วยซ้ำ  นี่หมายความว่า ก่อนจะนำเสนอ ต้องซ้อมมาอย่างดีเพื่อให้ได้เวลาตามแผนเป๊ะ  นี่ทำให้เขาคุมเวลาได้ จะเป็น 6 นาที 40 วินาทีหรือ 5 นาทีก็แล้วแต่  ถ้าดูตัวอย่างก็จะเห็นเลยว่า การวางแผนการนำเสนอสำคัญมากที่สุด  ไปดูเบื้องหลังการเตรียมการก็จะเห็นว่า สิ่งที่ผู้นำเสนอต้องทำคือ
  1. ทำประเด็นที่จะนำเสนอให้ชัด รู้ให้จริงในเรื่องที่จะพูด แล้วเลือกประเด็นที่เจ๋งที่สุดเท่านั้น  ส่วนที่เป็นน้ำจิ้ม เวิ่นเว้อเอาออกไปก่อน 
  2. เรียงร้อยเรื่องเล่า -- อย่าลืมว่า การนำเสนอก็เหมือนการเล่าเรื่องให้คนฟังเข้าใจความคิดของเรา ใครจะเข้าใจได้ เขาต้องรู้ที่มาที่ไปว่า ทำไมเราจึงเห็นว่า เรื่องนี้สำคัญ  การเรียงเรื่องต้องเริ่มด้วยการเรียกความสนใจของคนฟังก่อน แล้วเนื้อหาสาระร้อยเรียงกัน จนจบได้อย่างจับใจ ก็จะทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่า การเสียเวลามาฟังเราพูดนี้คุ้มค่าจริงๆ เสียเหลือเกิน  ตรงนี้ การใช้ diagram, กระดาษการ์ด หรือกระดาษ post-it มาช่วยเตรียมการนำเสนอจะช่วยให้เราร้อยเรียงเรื่องราวได้ดี
  3. เลือกภาพ ภาพที่ดีต้องไม่ "ขโมยซีน" ผู้พูด  อย่าลืมว่า เรายังเป็นตัวเอกของการนำเสนอ  ผู้ฟังต้องไม่ไปเพ่งอยู่ที่ภาพ แค่ชำเลืองตามองภาพเพื่อให้เข้าใจเราชัดเจนขึ้น และได้อารมณ์  ถ้าไม่มีผู้พูด slide ชุดนี้ก็ไม่มีความหมายเท่าไหร่  ดังนั้นจึงไม่มีใครมาขอก๊อปปี้slide ของเราหลังนำเสนอแน่ๆ (ยังแถมไวรัสใส่เครื่องเราไว้ซะอีก หุหุ)
  4. ซ้อมหนัก -- เรียงเรื่องแล้ว มีภาพประกอบแล้ว ก็ถึงเวลาต้องซ้อมนำเสนอ อันดับแรกคือ ทำให้พูดจบได้ในเวลาที่กำหนด ซึ่งคงต้องมีบทหรือ script ที่เขียนเอง ซึ่งลงเวลาเป๊ะ  ต่อมาก็ใส่ภาพไปตาม script  แต่ละภาพมีเวลาเป็นกรอบคือประมาณ 15-20 วินาที ยาวกว่านี้ถือว่าไม่ผ่านผู้นำเสนอที่ประสบความสำเร็จต้องซ้อมหนักมากจะได้นำเสนออย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อขึ้นเวทีแล้ว ไม่มีโอกาสสำหรับความผิดพลาด เนื่องจากเวลาจำกัด slide ก็เดินไปตามที่เราเตรียมไว้ คนฟังเขาก็จะอึดอัดถ้าเราพูดเกินเวลา
ถ้าจะนำเสนอแบบนี้เราต้องปฏิวัติหลายเรื่อง  เราเองต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่ว่า การพูดมากๆ ไม่ใช่พูดเก่ง  คนพูดเก่งคือคนที่ทำให้คนฟังได้ประเด็น ไม่เบื่อ ไม่เสียเวลา  ความคิดของเราดี แต่ของคนอื่นก็ดีเหมือนกัน ดังนั้นเหลือเวลาไว้ให้คนอื่นบ้าง  เวลาทำ powerpoint slide ก็เลิกใส่ตัวหนังสือเยอะๆ ประเภทก๊อปแปะนี่เลิกไปเลยแต่เน้นภาพที่สื่อความหมายไปกับเรื่องที่เล่า 

นำเสนองานชื่นใจฯ คราวนี้ เราลองปรับแนวการนำเสนอแบบนี้มาใช้กันดูมั้ย?! น่าจะยืดหยุ่นเวลาให้อีกนิดหน่อย ;)

ใครสนใจ แนะนำให้อ่านหรือดูเพิ่มเติมได้จาก website นี้นะคะ
Tips for Pecha-Kucha & Ignite
แนะนำให้เข้าไปใน youtube.com แล้วพิมพ์คำว่า  Pecha-Kutcha, Ignite และ Kamishibai   เพราะมีตัวอย่างให้ดูเยอะเลยค่ะ

Students of Grade 9 and 10: Click here for your assignment
Students of Grade 7 and 8: Click here for your assignment

11.07.2011

ว่าด้วยการนำเสนอ (1): Professor Hans Rosling

Present เรื่องที่น่าเบื่อที่สุดให้เข้าใจง่ายได้อย่างไร

ที่จริง  ควรจะเก็บเรื่องนี้ไว้เขียนทีหลัง  แต่คิดไปคิดมา  ถ้าหากเด็กๆ พอมีภาพในใจว่า จะนำเสนองานของตัวเองอย่างไรก็จะช่วยให้ shape ความคิดได้ง่ายขึ้น มีทิศทาง และสามารถจะเลือกเรื่องที่สำคัญมากกว่าเก็บข้อมูลที่ไม่จำเป็นมากเกินไป

แม่ต้นอยากให้ดูตัวอย่างงานนำเสนอที่น่าสนใจมากๆ  Professor Han Roslings นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับประชากรโลก ความเจริญ และการเปลี่ยนแปลงในรอบ 100 ปีด้วย presentation ที่สุดยอดมาก  ใช้เวลาไม่ถึง 4 นาที กับภาพ graphic ที่มีคุณภาพ  แม้ว่างานชิ้นนี้จะอาศัย production ซับซ้อนนิดหน่อย  แต่ที่จริงแล้วเป็นงานที่เกิดจากเบื้องหลังความคิดที่ simple และชัดมาก   ตาม link นี้ไปดูใน youtube.com  

Prof.Hans Rosling 4 min.presentation
คลิกที่นี่ Clip # 1
Clip # 2: Analog Presentation
คลิกเลยจ้า
เสร็จแล้ว ทำ worksheet for G.11 & 12

การนำเสนอนี้เริ่มจากการที่ Prof.Rosling เข้าใจเรื่องที่ท่านนำเสนออย่างแท้จริง  ท่านได้พัฒนาวิธีการนำเสนอแนวคิดให้เข้าใจง่าย และไม่น่าเบื่อมาหลายแบบ  กว่าจะได้สื่อ electronics เท่ห์ๆ มาช่วย

อยากให้พวกเราได้กลับไปดูแนวคิด และวิธีการนำเสนอยุคแรกๆ  ที่ Prof.Hans บอกว่า เป็น "Analog presentation"  ไม่ต้องใช้ powerpoint presentation เลย  ตั้งใจฟัง 10 นาที  ภาษาไม่ยาก พวกเราเข้าใจอยู่แล้วหละ ...

การนำเสนอที่สุดยอดแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็น Prof.Hans, รองประธานาธิบดี Al Gore, หรือ Steve Jobs เริ่มจากความเข้าใจที่แท้จริงของผู้นำเสนอ  พวกเราว่าจริงมั้ย?!

For students of G.11 and 12, here is your assignment
What Does Hans Rosling Tell You?

กรอบงานชื่นใจฯ มัธยม (3)

ส่งกำลังใจมาให้เด็กๆ ในการเริ่มคิดงานชื่นใจในภาวะภัยพิบัติอย่างนี้นะคะ  พวกเราเคยทำโครงงานฯ มาอย่างน้อย 1 ครั้งแล้ว  คงพอนึกออกแล้วว่า งานโครงงาน  ไม่ใช่การรายงาน  ไม่ใช่การหยิบข้อมูลจากตรงนั้นตรงนี้มาแปะ ใส่รูปแค่นั้น  และพวกเราก็เริ่มทำงานได้ด้วยตัวเองได้แล้ว (คุณครูยัง on-line ให้ปรึกษาค่ะ)

1.  โครงงานยังเป็นงานส่วนบุคคล  ใช้กระบวนการทำงาน และเครื่องมือต่างๆ เหมือนเดิม 
1.1. กระบวนการตั้งคำถาม หาคำตอบที่ต้องมีข้อมูลมาอ้างอิง แสดงกระบวนการคิดวิเคราะห์ ปรับและพัฒนาต่อยอดงานเป็นขั้นๆ  และตอบโจทย์ใหญ่เดียวกันของแต่ละชั้นปี คือ 
1.1.1.  ชั้น 7 เน้นกระบวนการตั้งคำถาม หาคำตอบด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  การวางแผนการทำงานอย่างเป็นกระบวนการ
1.1.2.  ชั้น 8 เน้นการนำทักษะกระบวนการทำงานมาสร้างโครงงานที่บอกความเป็นตัวตน หรือความสนใจส่วนบุคคลอย่างชัดเจน   เลือกอาชีพ
1.1.3.  ชั้น 9 ตอบโจทย์ความสนใจที่ลึกขึ้น เกี่ยวข้องกับการของแต่ละคน
1.2. เครื่องมือที่ใช้: ยังใช้ตารางการทำงานและการประเมินที่เคยใช้เมื่อเทอมที่แล้ว (ดูเอกสารแนบ)  โดยสามารถเพิ่มเติมหรือปรับได้ตามความเหมาะสม แต่เน้นให้บันทึกต่อเนื่อง ไม่ใช่มานั่งเทียนเขียนทั้งหมดในสัปดาห์ที่ต้องส่งงาน  นี่เป็นส่วนหนึ่งของผลการประเมิน
1.3. นักเรียนสามารถเลือกคุณครูที่ปรึกษาได้เหมือนเดิม  ถ้ายังนึกไม่ออกว่าจะเป็นใครดีให้ถามแม่ต้นก็ได้จ้า
เกณฑ์การให้คะแนนชื่นใจฯ
2.    ช่วงนี้เราจะเห็นแนวความคิดมากมายในสื่อมวลชน ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ และสื่อ on-line  ลองศึกษาข้อมูลจากสื่อเหล่านี้ดูว่ามีประเด็นอะไรบ้าง  ส่วนคนที่ได้รับผลกระทบ ก็อาจจะใช้มุมมองของผู้ได้รับผลกระทบก็ได้ว่า มีความต้องการอะไรในยามจำเป็น  การทำโครงงานก็จะได้ตอบโจทย์ความต้องการแท้จริงของผู้ประสบภัย้
3.    ใครคิดหัวข้ออะไรได้ จะส่งมาให้แม่ต้นช่วยดู หรือส่งให้คุณครูที่อยากเชิญเป็นที่ปรึกษาได้เลย ทุกคนมี profile ของคุณครูกันแล้วเป็นส่วนมาก  อย่าลืมคุณครูหยวก (คอมพิวเตอร์) และคุณครูฟี่ (ศิลปะ ภาพถ่าย graphic design) นะคะ
แม่ต้นใช้ e-mail สะดวกที่สุดในตอนนี้  คือ Dhon63@gmail.com ค่ะ

11.06.2011

กรอบงานชื่นใจฯ มัธยม 2/2554 -- (2)


โจทย์ ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน ยากเกินตัว แต่ต้องอาศัยข้อมูลที่นักเรียนมีอยู่ และเห็นว่าเป็นเรื่องที่สนใจ ท้าทายความสามารถของตัวเองจริง เป็นเรื่องใกล้ตัว หรือเป็นเรื่องที่เราอาจจะได้ใช้ประโยชน์ ตัวอย่างโจทย์ เช่น
งานกลุ่มวิศวกรรม:
·              ที่อยู่อาศัยแบบใดที่เหมาะกับภาวะน้ำท่วม
·              จะออกแบบเรืออย่างไรที่เหมาะกับการเป็นเรือกู้ภัยที่สามารถจัดเก็บโดยไม่กินพื้นที่ หรือเป็นยานสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกแบบง่ายๆ
·              ทำอย่างไรจึงจะตรวจสอบกระแสไฟฟ้าในน้ำโดยไม่เสี่ยงอันตราย
·              สร้างแนวป้องกันน้ำทะลักเข้าบ้านอย่างไร ตามทฤษฎีใด จึงจะแข็งแรง มีประสิทธิภาพ และ ประหยัด 

โจทย์ ... เคลื่อนตัวอย่างไรในน้ำท่วม 
คิดได้ จะดีหรอ?!?!

เรือหรือรถสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก

อืมมม คิดได้ แถมกล้าทำเนอะ

งานเชิงสาธารณสุข:
·              อาหารและบรรจุภัณฑ์แบบใดที่เหมาะกับภาวะน้ำท่วม และไม่ก่อขยะ
·              ยาสมุนไพรที่เหมาะกับการรักษาโรคน้ำกัดเท้า (หรือโรคอื่นๆ จากน้ำท่วม) ควรมีสูตรอย่างไร
·               สูตร EM หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่เหมาะกับการฟื้นฟูสภาพน้ำเน่าเสีย และผลกระทบจากการใช้ EM
·              จะทำน้ำดื่มคุณภาพดีจากน้ำท่วมได้อย่างไร
·              จะประยุกต์แนวคิดการทำนาลอยน้ำ กับการปลูกพืชอาหารชนิดอื่นได้อย่างไร
·              วิธีใดที่เหมาะสมกับการฆ่าเชื้อโรคที่มากับน้ำ

งานเชิงศิลปะประยุกต์ ภาษา และการสื่อสาร:
·              จะนำศิลปะ (ดนตรี graphic design งานวาดเส้น ฯลฯ) มาใช้เพื่อการฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้ประสบภัยได้อย่างไร  
·              สื่อในรูปแบบใดได้บ้าง (cartoon, animation, ฯลฯ) ที่สามารถโน้มน้าวใจให้คนอพยพจากพื้นที่ประสบภัย
·              จะใช้ประโยชน์จากการถ่ายภาพอย่างไรเพื่อสื่อสารให้ผู้ชมเข้าใจสถานการณ์น้ำท่วม
·              เมื่อเปรียนเทียบวิเคราะห์ข่าวสารข้อมูลจากแหล่งต่างๆ แล้ว เราได้หลักคิดอะไรที่จะช่วยให้ประเมินสถานการณ์ วางแผนและตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม
·              เราจะใช้การสื่อสารอย่างไรเพื่อสร้างความเชื่อมั่น/ป้องกันการตื่นตระหนก/โน้มน้าวหรือปลอบประโลมใจในสถานการณ์ภัยพิบัติ
·              รายงานข่าวอุตุนิยมแบบใดจึงจะเป็นประโยชน์กับประชาชน
งานเชิงรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ นโยบาย:
·              ทำอย่างไรจึงจะป้องกันขโมยเข้าบ้านผู้อพยพ
·              แนวทางกำหนดนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจใดที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่น้ำท่วม
·              ทำอย่างไรการพยากรณ์พื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบจึงแม่นยำ
·              ระบบการระบายน้ำแบบใดจึงมีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับกรุงเทพฯ

ทรัพย์สินอย่างรถยนต์จะปลอดภัยได้ด้วย ...
ใช้อะไรหุ้มดี ... แบบนี้

หรือแบบนี้
หรือไม่ต้องหุ้ม แต่ลอยไปดีกว่า ...
อันนี้เป็นตัวอย่างคำถามที่นักเรียนเอาไปปรับให้ใกล้เคียงความสนใจของตัวเอง  แต่ยังมีคำถามอีกมากมายที่นักเรียนคิดขึ้นได้เอง  แต่อยากให้ใช้ความรู้ทั้งหมดมาบูรณาการ และเป็นงานที่พวกเรามีส่วนร่วมได้ (เช่น ทำได้เอง หรือเป็นความคิดที่เราทดลองทำได้)   ไม่ต้องไปคิดเรื่องใหญ่โตไกลตัว เช่น อาวุธ จรวด ฯลฯ  อยากให้นึกถึงตัวเราในยามประสบภัย (หรือใครที่รอดก็นึกถึงสถานการณ์ของเพื่อนๆ) ว่า  เราต้องการอะไร  ถ้ามี "สิ่งนี้" จะดีมาก ฯลฯ  อย่างตอนนี้ มีคนส่งหัวข้อมาให้แม่ต้นดูแล้ว เป็นเรื่องบ้านหนีน้ำ; ทำน้ำดื่มจากน้ำท่วม; ทำผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและบำรุงผิว; การบำบัดน้ำเสียหลังน้ำท่วม เป็นต้น  ไม่ต้องกลัวว่าเรื่องจะซ้ำ เพราะประเด็นที่สนใจ กระบวนการ วิธีการแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน  ใครยังไม่มั่นใจในคำถามของตัวเอง ส่ง e-mail มาถามแม่ต้นหรือคุณครูที่ปรึกษาก็ได้นะคะ

หลังจากทำโครงงานเสร็จ  เราจะรวบรวมโครงงาน หรือนวัตกรรมรับมือภาวะน้ำท่วมเป็นรูปเล่ม แบบเป็นคู่มือรับภัยพิบัติฉบับเพลินพัฒนาที่นำไปเผยแพร่ให้เกิดประโยชน์กับสาธารณชนได้ด้วย

กรอบงานชื่นใจฯ มัธยม 2/2554 -- 1


น้ำท่วมคราวนี้ ทำให้เราปิดเทอมนานเกินไปโดยไม่ได้ตั้งใจ  เห็นว่าหลายคนก็เริ่มคิดถึงโรงเีรียนกันแล้ว คุณครูก็เลยมีงานมาให้ทำ แก้คิดถึงจ้า  ใครเริ่มทำได้ก็ทำไปก่อนเลยนะ 

1.    โจทย์คราวนี้  มีเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมตัวรับภัยพิบัติครั้งต่อไป ดังนั้น
1.1. โครงงานของทุกคนยังต่อยอดความคิด และความสนใจส่วนตัว
1.2. ตอบโจทย์ที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติ (เช่น น้ำท่วมในครั้งนี้) จะเป็นภาพรวม หรือแบ่งเป็นเหตุการณ์ย่อยก็ได้ เช่น การเตรียมรับมือภัยพิบัติ  เมื่อเกิดภัยพิบัติจะอยู่กันอย่างไร  การฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ เป็นต้น 
1.3. ดังนั้น นักเรียนต้องมีข้อมูลที่จุดประกายความคิด หรือคำถาม เช่น “มีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำ กว่า 300 คน”  “ผู้เสียชีวิตจากการถูกไฟดูดเกือบ 40 คนแล้ว บางคนลืมว่าไม่ได้สับคัทเอาท์”  “พนังกั้นน้ำเสียหายเพราะทนแรงดันน้ำไม่ไหว”  “น้ำท่วมทะลักเข้าคลองประปาทำให้น้ำดิบมีคุณภาพต่ำ ส่งผลให้น้ำประปามีมาตรฐานต่ำกว่าที่ WHO กำหนด”  “โรคที่พบบ่อยคือน้ำกัดเท้า และโรคซึมเศร้า”  “รถยนต์ขึ้นจอดบนทางด่วน กีดขวางการจราจร”  “รถยนต์จมน้ำ”  “น้ำทะลักเข้าบ้านอย่างรวดเร็ว”  “ห้องน้ำใช้การไม่ได้ แม้ว่าจะอยู่ชั้น 2 หรืออาคารสูง” “มีคนจำนวนไม่น้อยไม่ยอมอพยพออกจากบ้าน เพราะเป็นห่วงทรัพย์สิน” ฯลฯ
ส่วนคนนี้ ... อย่าให้พูดดีกว่า

ยังมีโจทย์อีกมากมาย จะเอาโจทย์ไหนดีนะ?! ...
แขกผู้ประสงค์ให้ต่างคนต่างอยู่



ย้ายที่อยู่กันอย่างทุลุกทุเล
พนังกั้นน้ำแบบนี้ จะแตกหรือไม่แตกนะ

อืมมม ... ทำไมต้องลงทุนทำอุโมงค์ยักษ์ ทำยังไงให้มัน work

1.4. จากข้อมูลที่ “กระแทกใจ” นักเรียน  ขอให้นำมาเป็นโจทย์ในการทำโครงงาน ซึ่งอาจจะเป็นงานค้นคว้าวิจัย งานประดิษฐ์ งานทดลอง งานวิเคราะห์เปรียบเทียบ หรือรูปแบบอื่นๆ เพื่อตอบโจทย์ของตนเอง

เดี๋ยวลองดูตัวอย่างโจทย์ .... ในกรอบงานชื่นใจฯ ตอน 2

9.18.2011

รับน้องใหม่ ชื่นใจชั้น 7

เน้นกระบวนการก่อน สาระเดี๋ยวตามมา
น้องชั้น 7  ถือว่าอยู่ในช่วงการเรียนรู้ และปรับตัว  เราเน้นให้เขากล้าบอกมาก่อนว่า ตัวเองสนใจอะไร ทั้งที่คุณครูก็ทราบว่า เหตุผลของการเลือกหัวข้อมีมากมาย  อาจจะไม่ใช่ความชอบจริงๆ
  • จำนวนไม่น้อยเลือกเรื่องง่ายไว้จะได้ทำเสร็จเร็วๆ
  • บางคน  เลือกเรื่องยากๆ ไว้ ให้ประทับใจพ่อแม่และคุณครู
  • บางคน เลือกตามเพื่อน จะได้เกาะกลุ่มกันทำ
  • บางคน ก็เลือกเพราะน่าจะหาข้อมูลง่าย
  • และบางคน  ก็ไม่รู้จะทำอะไรดีจนนาทีสุดท้าย ... กลุ่มนี้ จัดว่าโคม่า จำต้องรักษาอย่างเข้มข้นในเทอมหน้า
แต่ไม่เป็นไร ... เป้าหมายรอบแรกของชั้น 7 คือให้เห็น กระบวนการตั้งคำถาม & หาคำตอบอย่างเป็นวิทยาศาสตร์  เห็นภาพรวมและเป้าหมาย จะได้รู้วิธีการทำงานจริงๆ ว่าต้องการวินัยในการทำงาน ความสม่ำเสมอ การตัดสินใจ และความเต็มที่ขนาดไหน

หัวข้องานชื่นใจฯ ของชั้น 7 จึงอาจดูคล้ายกับรายงานเสียมากกว่า  แต่ถ้ายังตอบโจทย์คำถามที่ตัวเองตั้งไว้ก็ไม่เป็นไร  คุณครูทุกคนมีความเห็นว่า อย่างน้อย เขาเริ่มเรียนรู้ที่จะวางแผนการทำงาน และจัดลำดับความสำคัญของชีวิตไปพร้อมๆ กับการประมาณกำลัง และศักยภาพของตัวเอง

ซ้อมฝืมือกันทุกโอกาส
อีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องเริ่มฝึกตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป คือ ฝึกจดคำบรรยาย (lecture) และตั้งคำถามกับสิ่งที่ได้เรียนรู้จากเพื่อน  การบันทึกอย่างนี้ต้องอาศัยทักษะการฟังแบบจับใจความ และการคิดแบบวิพากษ์วิจารณ์หรือใช้วิจารณญาณไปพร้อมๆ กัน  ขณะเดียวกันก็ต้องฝึกรอที่จะถามเมื่อเพื่อนนำเสนอจบไม่ใช่โพล่งขึ้นมาระหว่างนำเสนอ

ผู้เรียน ผู้รู้
บรรยากาศงานชื่นใจฯ ในห้องชั้น 7 เป็นการเป็นงานมาก  powerpoint presentation เป็นงานที่ทำให้คุณครูเห็นว่า จะต้องฝึกเรื่องการจับ key word ให้ได้ในเทอมหน้า  มีการตั้งคำถามที่หลากหลาย มีทั้งแบบเป็น pattern เช่น ทำไมถึงทำโครงการนี้  มีอุปสรรคอะไรบ้าง  เน้นคำถามกับเรื่องราวที่มีความขัดแย้งกันเอง และหลายคำถามเป็นการเชื่อมโยงประสบการณ์จากที่อื่น  หรือเป็นคำถามแนวประยุกต์เพื่อไปใช้งาน หรือแก้ปัญหาจริงๆ  กระบวนการอย่างนี้หล่อเลี้ยงกันไปอีก 1-2 ปี คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของประชากรไทยไม่ไกลเกินเอื้อม

เด็กๆ จะรู้ตัวไหมนี่ว่า  นี่คือความสุขใจของคุณครูในกระบวนการที่เหนื่อยสาหัสมาตลอด 10 สัปดาห์ ...

4 วันกับชื่นใจฯ ...ได้เรียนรู้

หลัง 14:40 น. ตั้งแต่วันอังคารที่ 13-ศุกร์ที่ 16 กันยายน 54  เด็กมัธยมต้นจำนวน 86 คน กับคุณครูอีก 20 คนคือส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญสำหรับเด็กมัธยมเพลินพัฒนา 

เป้าหมายของงานชื่นใจฯ สำหรับเด็กม.ต้นอยู่บนฐานคิดแบบ problem-based learning  ซึ่งนอกจากจะช่วยให้เด็กๆ 12-15 ปีของเรามีความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่สนใจมากขึ้นแล้ว  ยังช่วยให้แต่ละคนรู้จักตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านกระบวนการฝึกทักษะชีวิต ทักษะการทำงาน ทักษะความรู้บนสถานการณ์จริง  สำหรับคุณครูแล้ว งานนี้ทุ่มเทกำลังกันไม่น้อยกว่าภาคสนาม แต่ต้องการพลังใจ ความอึด ความอดทน และความกล้าหาญมากกว่าในการ "พากันไป" ให้ถึงเป้าหมาย

รอบนี้ กระบวนการแน่นขึ้นกว่าเดิม เพราะเราเรียนรู้จากประสบการณ์ปีที่ผ่านมา  ทำให้ได้เห็นการเติบโตของเด็กแต่ละคนชัดเจนขึ้นมากๆ  บางคนผ่านฉลุย ขณะที่บางคนยังจะต้องฝึกเรื่องสำคัญอีกบางเรื่อง แต่ก็นับว่า มีพัฒนาการที่ดีมาก

จะเล่นเพลงออกมายังไง ถามพิมเลยจ้า
โดยเฉพาะพี่ชั้น 9 ที่คุณครูสะสมข้อมูลของเด็กไว้เยอะ ช่วยให้ "กดปุ่มปล่อยพลัง" ถูกจุด  ยิ่งได้ชาร์จพลังชีวิตจากภาคสนามคราวนี้ทำให้ 2 สัปดาห์สุดท้ายคึกคัก และเข้มข้นทั้งตัวงาน และการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง

Ginger & Pickles รอของป๊อบอีกนิดนะ
แม่ต้นมี advisee อยู่ทั้งหมด 12 คน  5 คนเป็นนักเรียนชั้น 9  ที่ทั้งครูทั้งนักเรียนช่วยกันผลักดันและดึง (บางทีต้องกระชาก 555) ศักยภาพแท้จริงที่ซุกซ่อนไว้เบื้องหลังความ "ง้องแง้ง งุงิ" ออกมาเป็นผลงานที่สุดยอดจริง  อีกไม่นาน เราจะมีนักไวโอลินที่ตีความดนตรีเป็นและถ้าฝีมือถึง จะขึ้นมายืนเป็น soloist ได้ในไม่กี่ปีข้างหน้า เราจะมีนักไวโอลินที่เปิดกว้างสำหรับธุรกิจ modern music  อีกสาวหนึ่งก็จะกลายเป็นเจ้าของกิจการไอศกรีม home-made (ขอให้ทำสูตรลดความอ้วนออกมาเร็วๆ นะ) สาวสุดท้ายยังรอบ่มผลงานอีกหน่อย แต่อย่างน้อยได้เรียนรู้กระบวนการทำงาน และกล้าเผชิญกับตัวเอง  ส่วนหนุ่มน้อยทำแม่ต้นและครูท๊อฟฟี่ใจหายใจคว่ำ เพราะเขารู้เป้าหมาย แต่เพิ่งค้นพบวิถีที่เหมาะกับตัวเองเอาตรงโค้งสุดท้าย แต่ก็ยังถือว่าไม่สาย 

ตอนหน้าจะเล่าเรื่องเด็กคนอื่นบ้าง พอเห็นภาพ และบรรยากาศ ... โปรดติดตาม