Labels

12.03.2011

Worksheet: What is PISA?

   Dear students,

After viewing the video clip, answer these questions to demonstrate your understanding about PISA.  You can answer these questions in the answer sheet here, or you can answer these questions on A4 paper.  Submit your answers to Teacher Arwin by 6 December 2011.


1.      What does PISA stand for?
2.      What does OECD stand for?
3.      Why are 12 years old students not tested through PISA?
4.      What's the difference between regular tests and PISA?
5.      What is PISA supposed to indicate?
6.      How can governments use PISA results?
7.      What was the point of the Lake graph question?
8.      What are the differences in results between boys and girls in each subject?
9.      What has early tracking of students indicated?
10.    Is the background of students connected with how they do in school?
11.    What is the connection between children and parents that relates to the PISA score?
12.    What is the problem with a lot of good teachers?
13.    Where does Thailand rank in the latest PISA results?
14.    What does it mean for Thailand to get such low ranking in the PISA test?
15.     If you were the Minister of Education, what would you do when you know the result of PISA?
16.    If you were to take PISA test, how would you prepare for it?



Worksheet: Marshmallow Test

After viewing the Marshmallow Test video clip, answer the following questions.  There are 16 questions in total.  G.9 students are expected to answer all of them.  As for G.7 and 8, questions 11-16 are bonus points.  You can click here to answer these questions on-line, then submit it.  Or, you can type or write each question, with your answers on paper.  Submit to your ESL teachers on 6 December 2011.


Marshmallow Test


1. What does the “Marshmallow test” test in children?



2. What was the title of the book Dr. Walsh wrote?



3. What is a key factor for kids?



4. How many kids took the test?



5. How many kids ate the first marshmallow they were given?



6. What was the name of twin who didn’t eat the marshmallow?



7. What is the job of parents?



8. What does Dr. Walsh say about the “Marshmallow test?”



9. Explain in your own words. What is the “Marshmallow test” about?



10. How would you do if you were given the “Marshmallow test?”


11. What would the kids get, fi they could wait until Dr. Walsh returns?


12. If this experiment is conducted in Thailand, what Thai food could replace the Marshmallow?


13. Why do you think most children in this experiment ate the marshmallow?


14. Why do you think it is important for parents to say “NO” to their children?

15. Why is it important to wait?


16. If you were in this experiment, would you take the marshmallow or wait until Dr. Walsh returns? Why?


17. What could be the difference between kids who at the marshmallow and who did not, when they grow up?


If you prefer to answer above questions in the form, please click here  Then click submit it.

12.01.2011

P-D-C-A

     คราวที่แล้วเราได้หลักการพัฒนาคุณภาพในการทำงานมาแล้ว (อย่าลืมส่งนะจ๊ะ) ที่นี้เรามาดูว่าในโลกปัจจุบันมีการแข่งขันสูง ตอนนี้คนว่างงานหรือตกงานมากจากเหตุการน้องน้ำ ไหนจะขึ้นค่าจ้างแรงงานซึ่งดีสำหรับลูกจ้าง และแย่สำหรับนายจ้างที่มีผลประกอบการในไตรมาสนี้ที่ตกลงไปมหาศาล แต่การทำงานเพื่อการดำรงชีวิตยังคงต้องทำต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นการพัฒนาการทำงานให้มีคุณภาพยังต้องดำเนินตามขั้นตอนโดยเฉพาะสถานการณ์ในตอนนี้ เริ่มจาก 
  •  ปรับปรุง พัฒนาวิธีการทำงานโดยการลดขั้นตอนหรือเพิ่มเทคนิคบางอย่างเพื่อให้สามารถทำงานได้คล่องแคล่วขึ้น  
  • ค้นหาวิธีการทำงานที่ประหยัด ลดการใช้อุปกรณ์และใช้กำลังคนอย่างคุ้มค่า เพื่อเพิ่มผลผลิตในการทำงานหรือให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยนำกระบวนการทางเทคโนโลยีมาใช้ (จากวิกฤติการณ์นี้เราจะเห็นได้ว่ามีการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างมากมาย แม้ว่าจะเป็นแค่เทคโนโลยีพื้นฐาน เช่น การทำเสื้อชูชีพจากขวดน้ำพลาสติกที่เรามีจนกลายเป็นขยะล้นเมือง ส้วมที่ทำจากเก้าอี้พลาสติก หรือส้วมลอยน้ำที่มีการเพิ่มถังใส่จุลินทรีย์ที่แก้ปัญหาเรื่องน้ำเน่าเสียด้วยอันนี้เป็นเทคโนโลยีขั้นกลาง )   
  •  พัฒนาการทำงานให้มีความถูกต้องเพื่อลดการสูญเสีย และเพิ่มความปลอดภัยในการทำงาน  
  •  สุดท้ายข้อนี้ทำยากหน่อย คือพยายามสร้างหรือค้นหาวิธีการทำงานที่สร้างความพอใจให้กับตนเองและผู้อื่นมากกว่าที่เป็นอยู่
ครูมีเคล็ดลับในการทำงานซึ่งเราสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันแม้ในเรื่องของการเรียน สิ่งแรกที่เราควรทำคือ
  • มองให้เห็นคุณค่าของงานที่กำลังทำอยู่ว่าได้ช่วยเหลือ เป็นประโยชน์กับใครบ้างเราจะภูมิใจ มั่นใจและมีความรักในงานนั้น จะเป็นพลังใจให้เราทำงานอย่างมีความสุข (แต่ต้องไม่ลืมว่าพลังใจที่จะมีได้นั้นต้องเริ่มมาจากการที่เราต้องรู้จักตัวเราเองก่อนว่าอะไรเป็นสิ่งที่มีค่าและต้องการมากที่สุดในชีวิต นำสิ่งนั้นมาตั้งเป็นเป้าหมายเพื่อไปให้ถึงความสำเร็จ)   
  • มีความกระตือรือร้น ความกระชุ่มกระชวย มีชีวิตชีวา รักการทำงาน ทำให้เรากระฉับกระเฉงอยู่เสมอจะทำให้เราได้บุคลิกใหม่ คนรอบข้างที่ทำงานด้วยก็จะมีความสุขไปกับเราด้วย 
  • มีสมาธิกับงาน ก่อนเริ่มงานใด ๆ ก็ตามเราต้องตั้งใจว่าจะไม่คิดฟุ้งซ่านในขณะทำงาน คิดหาวิธีแก้ไขและพัฒนางานที่ทำอยู่เป็นการฝึกการคิดวิเคราะห์อยู่ตลอดเวลา (ยากหน่อยนะจ๊ะแต่เราก็ทำได้เชื่อครูซิ)
เอาละคราวนี้เรามาดูกันว่ากระบวนการทำงานที่เป็นระบบเขาทำกันอย่างไร เรื่องนี้เป็นที่ยอมรับกันมานานว่าสามารถทำให้แก้ปัญหาในการทำงานได้ เราเรียกว่าวงจรเดมมิ่ง (คงเดาออกแล้วนะว่าครูจะให้ทำอะไร) เป็นกระบวนการที่นิยมกันมากในปัจจุบันซึ่งครูเองก็พยายามใช้กระบวนการนี้อยู่ และเป็นไปได้ยากมากในการที่จะทำให้เป็นระบบครบวงจรของกระบวนการ แต่ถ้าหน่วยงานไหน หรือใครสามารถใช้กระบวนการนี้ได้เต็มรูปแบบงานทุกชิ้นจะสามารถพัฒนาได้อย่างเห็นได้ชัดทีเดียวกระบวนการนี้ประกอบด้วบ การวางแผน การปฏิบัติงาน การตรวจสอบงานและการปรับปรุงแก้ไขงาน ที่เราอาจได้ยินกัน บ่อย ๆ ในวงการทั้งหลายว่า PDCA นั่นเอง

งานที่ต้องทำส่งให้ครูชิ้นต่อไปก็คือ ให้ศึกษาโครงสร้างของวงจร PDCA แล้วทำแผนผังวงจรการทำงานของระบบ PDCA โดยใช้วิกฤติการณ์หลังน้ำท่วมที่นักเรียนต้องกลับเข้าสู่บ้านและจัดการสิ่งหนึ่งสิ่งใดภายในบ้านของแต่ละคนตามระบบของงาน ซึ่งขั้นตอนของ PDCA มีลำดับดังนี้ การวางแผน (Plan) การปฏิบัติงาน (Do) การตรวจสอบ (Check) การปรับปรุงแก้ไข (Action)

ส่วนอีกกิจกรรมหนึ่งที่น่าสนใจสามารถนำมาใช้ในการแก้ปัญหาในการทำงานได้อีกกิจกรรมหนึ่ง และเป็นที่นิยมกันมากเมื่อสิบปีที่แล้ว โดยมีคนนำเข้ามาใช้ในกระบวนการทำงานเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องของการจัดระเบียบ ความปลอดภัย ควาสะอาด และบรรยากาศที่ดีในการทำงาน ถ้าครูจำไม่ผิดน่าจะมาจากประเทศญี่ปุ่นในตอนนั้นกิจกรรมนี้ดังมาก หน่วยงานต่าง ๆให้ความสนใจและนำมาทำกันอย่างกว้างขวาง ปัจจุบันน่าจะยังพอมีอยู่บ้างตามสถานประกอบการ นักเรียนบางคนที่ครอบครัวทำธุรกิจโรงงานใหญ่ ๆอาจจะยังพอมีให้เห็น กิจกรรมนั้นก็คือ กิจกรรม ๕ ส

โรงเรียนของเราก็พยายามทำอยู่ กิจกรรม ๕ ส เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวกับการจัดระเบียบและการทำความสะอาดในสถานที่ต่าง ๆ เช่น บ้าน โรงเรียน ห้องเรียน และสถานที่ปฏิบัติงาน เพื่อให้สถานที่เหล่านี้มีความเป็นระเบียบ สะอาด ปลอดภัยและมีบรรยากาศในการทำงานที่ดี ทุกคนที่อยู่อาศัยมีความสุข

กิจกรรม ๕ ส เริ่มจาก สะสาง สะดวก สะอาด สุขลักษณะ และสร้างนิสัย นักเรียนลองหาความหมายและหลักการของ ๕ ส จะพบว่าในช่วงนี้กิจกรรม ๕ สช่วยอะไรเราได้หลายอย่างเลย ไม่ใช่อะไรหรอกบ้าน ครูก็ทำเหมือนกัน ได้ทั้งขยะ ของที่จะรีไซเคิล บางอย่างก็นำไปแจกจ่าย พื้นที่บ้านครูเลยพอมีที่ว่างเพิ่มขึ้นสำหรับทำสวนครัวแบบไม่ปลูกบนดินอย่างที่ครูต้องการ ลองดูนะแล้วเราแลกเปลี่ยนกัน

11.30.2011

ใบกิจกรรม: เสริมสร้างสมรรถนะการใช้ภาษาไทย (2)


ใบกิจกรรมเสริมสร้างสมรรถนะการใช้ภาษาไทย
วิชา ภูมิปัญญาภาษาไทย ชั้น ๗ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๔๔
----------------------------------------------------------------------------------------------------------
 คำสั่ง : ปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้ให้ครบถ้วนสมบูรณ์
    ๑.       ให้นักเรียนอ่านใบความรู้

    ๒.      ให้นักเรียนใช้ความรู้ความเข้าใจจากการอ่านใบความรู้ที่ ๑ และ ใบความรู้ที่ ๒ พิจารณา วิดีโอคลิปและบทความต่อไปนี้ 
    ๑) วิดีโอคลิปเรื่อง “การแถลงการณ์ร่วมระหว่าง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา ในระหว่างการมาเยือนประเทศไทย ๑๖-๑๗ พฤศจิยายน พ.ศ. ๒๕๕๔” 







    ๒) บทความเรื่อง น่าอับอายแทนประเทศไทย???

    ๓.      ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้ลงในแบบฟอร์มที่กำหนด 

๓.๑ นักเรียนคิดว่าการอ่านและการคิดอย่างมีวิจารณญาณ มีความสำคัญจำเป็นอย่างไรในการดำรงชีวิตในปัจจุบัน จงอธิบาย ให้เหตุผลประกอบและยกตัวอย่างจากข่าวสารหรือเหตุการณ์ที่กำลังอยู่ในความสนใจ

๓.๒ นักเรียนคิดว่าการอ่านและการคิดอย่างมีวิจารณญาณ สามารถนำมาใช้ในการแก้ปัญหาในชีวิตของนักเรียนและคนรอบข้างได้อย่างไร จงอธิบาย ให้เหตุผลประกอบและยกตัวอย่างจากข่าวสารหรือเหตุการณ์ที่กำลังอยู่ในความสนใจ

๓.๓ จากวิดีโอคลิปและบทความในข้อ ๒ ให้นักเรียนใช้หลักการอ่านและคิดอย่างมีวิจารณญาณที่ได้จากใบความรู้ ทำกิจกรรมต่อไปนี้
            ๓.๓.๑ เขียนข้อความวิเคราะห์ วิจารณ์และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความและวิดีโอคลิป
            ๓.๓.๒ เขียนจดหมายส่วนตัวถึงเพื่อนสนิท บอกเล่าถึงใจความสำคัญจากบทความและวิดีโอคลิป โดยระบุเหตุและผล และข้อเท็จจริงกับข้อคิดเห็น พร้อมทั้งแสดงความคิดเห็นถึงที่นักเรียนมีต่อเรื่องดังกล่าว

๔. ให้นักเรียนร่างคำตอบในกระดาษ แล้วพิมพ์คำตอบลงในแบบฟอร์มที่กำหนดด้วยสำนวนภาษาเขียนที่สละสลวย ใช้ถ้อยคำได้ถูกต้องตามระดับภาษา แล้วกด “ส่ง” ภายในวันจันทร์ ที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๔ ทั้งนี้ให้เก็บกระดาษร่างคำตอบเพื่อส่งครูในวันเปิดภาคเรียน


หากมีปัญหากับการชมวิดีโอคลิปจาก link นี้ ให้กดที่นี่เพื่อเข้าไปชมในเวบ youtube

การเขียนจดหมายส่วนตัว


ใบความรู้ที่ ๓ การเขียนจดหมายส่วนตัว

การเขียนจดหมายส่วนตัว
            การเขียนจดหมายเป็นการสื่อสารโดยตรงระหว่างบุคคลหรือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ช่วยทำให้ระยะทางไกลเป็นใกล้ เพราะไม่ว่าบุคคลหรือหน่วยงานจะห่างไกลกันแค่ไหน ก็สามารถใช้จดหมายส่งข่าวคราวและแจ้งความประสงค์ได้ตามความต้องการ การส่งสารหรือข้อความในจดหมายต้องเขียนให้แจ่มแจ้งชัดเจน เพื่อจะได้เข้าใจตรงกันทั้งสองฝ่าย
องค์ประกอบและรูปแบบของจดหมาย
๑. ที่อยู่ของผู้เขียน เริ่มกึ่งกลางหน้าระหว่างเส้นคั่นหน้ากับริมของขอบกระดาษ
๒. วัน เดือน ปี ที่เขียนจดหมาย ให้เยื้องมาทางซ้ายของตำแหน่งที่เขียนที่อยู่เล็กน้อย
๓. คำขึ้นต้น ห่างจากขอบกระดาษด้านซ้าย ๑ นิ้ว
๔. เนื้อหา ขึ้นอยู่กับย่อหน้าตามปกติ อาจจะอยู่ห่างจากขอบกระดาษด้านซ้าย ๒ นิ้ว
๕. คำลงท้ายอยู่แนวเดียวกับที่อยู่ของผู้เขียน
๖. ชื่อผู้เขียน อยู่ใต้คำลงท้าย ล้ำเข้าไปเล็กน้อย

หลักการทั่วไปในการเขียนจดหมาย
๑. หลักการทั่วไปในการเขียนจดหมาย การเขียนจดหมายควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้
๑.๑ การใช้ถ้อยคำ จดหมายที่ต้องใช้ถ้อยคำในการเขียนให้ถูกต้องเหมาะสมกับปร ะเภทของจดหมายและผู้รับจดหมายด้วย หลักการใช้ถ้อยคำสำหรับการเขียนจดหมาย มีดังนี้
๑.๑.๑ ใช้คำขึ้นต้นและคำลงท้ายจดหมายส่วนตัวให้เหมาะสมและถูกต้องตามแบบแผน
๑) การใช้คำขึ้นต้นและคำลงท้ายจดหมายส่วนตัว การเขียนจดหมาย ส่วนตัวไม่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้คำขึ้นต้นและคำลงท้ายที่ตายตัว เพียงแต่เลือกใช้ให้เหมาะสมเท่านั้น คำขึ้นต้นและลงท้ายสำหรับบุคคลทั่วไป มีแนวทางสำหรับเป็นตัวอย่างให้เลือกใช้ดังนี้
(ตัวอย่าง รูปแบบคำขึ้นต้นและคำลงท้ายจดหมายส่วนตัว http://www.enfe.go.th/enfe_2548/thai/thai02/thai21030.html)
๒) คำขึ้นต้นและคำลงท้ายหนังสือราชการ การใช้คำขึ้นต้นและคำลงท้ายหนังสือราชการ ต้องเป็นไปตามระเบียบงานสารบรรณของทางราชการ ในที่นี้จะนำเสนอ ดังนี้
(ตัวอย่าง รูปแบบคำขึ้นต้นและคำลงท้ายจดหมายราชการ 
http://www.enfe.go.th/enfe_2548/thai/thai02/thai21030.html)
๑.๑.๒ ใช้ภาษาเขียนให้ถูกกับระดับของจดหมาย โดยทั่วไปแล้วถ้าเขียนจดหมายส่วนตัวถึงบุคคลที่สนิทสนมกัน ก็จะใช้คำระดับที่ไม่เป็นทางการ แต่ถ้าเขียนจดหมาย ธุรกิจต่าง ๆ ก็ใช้คำระดับที่เป็นทางการ
(ตารางเปรียบเทียบภาษาพูดและภาษาเขียน 
http://www.enfe.go.th/enfe_2548/thai/thai02/thai21030.html)

๑.๑.๓ เขียนโดยใช้ถ้อยคำตรงไปตรงมา เพื่อให้ผู้รับจดหมายได้ทราบเรื่อง อย่างรวดเร็วและเข้าใจได้ทันทีตรงตามที่ผู้เขียนต้องการ หากจะต้องปฏิบัติการตาม ความในจดหมายนั้นก็ปฏิบัติได้โดยถูกต้องครบถ้วน
๑.๑.๔ เขียนเชิงสร้างสรรค์ คือ เขียนโดยเรียบเรียงถ้อยคำให้ผู้อ่านเกิดความ
รู้สึกแช่มชื่น ชวนอ่าน แสดงน้ำใจที่ดีต่อผู้ได้รับจดหมาย

๑.๒ มารยาทในการเขียนจดหมาย
๑.๒.๑ เลือกกระดาษ ซอง ที่สะอาดเรียบร้อย หากเป็นไปได้ควรใช้กระดาษที่ทำขึ้นเพื่อการเขียนจดหมายโดยตรง แต่ถ้าหาไม่ได้ก็ควรใช้กระดาษที่มีสีสุภาพ กระดาษที่ใช้เขียนควรเป็นกระดาษเต็มแผ่น ไม่ฉีกขาด ไม่ยู่ยี่ยับเยิน ไม่สกปรก ซองจดหมายที่ดีที่สุดคือซองที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยจัดทำขึ้น เพราะมีขนาดและคุณภาพได้มาตรฐาน ซองประเภทนี้มีจำหน่ายตามที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขทุกแห่ง ถ้าหาซองจดหมายของการสื่อแห่งประเทศไม่ได้ ก็อาจเลือกซื้อจากซองที่มีเอกชนทำขึ้นจำหน่าย ซึ่งถ้าเป็นในกรณีหลังนี้ ควรเลือกซองที่มีสีสุภาพ ไม่ควรมีลวดลาย ไม่ควรใช้ซองที่มีตราครุฑส่งจดหมายที่มิใช่หนังสือราชการ ไม่ควรใช้ซองที่มีขอบซองเป็นลายขาวแดงน้ำเงินสลับกัน ซึ่งเป็นซองสำหรับส่งจดหมาย ไปรษณีย์อากาศไปยังต่างประเทศ ในการส่งจดหมายในประเทศ
๑.๒.๑ เขียนหนังสือให้ชัดเจน อ่านง่าย การเขียนตัวอักษรค่อนข้างโตและเว้นช่องไฟค่อนข้างห่าง จะช่วยให้จดหมายนั้นอ่านง่าย ไม่ควรเขียนด้วยดินสอดำหรือหมึกสีแดง เพราะถือกันว่าไม่สุภาพ แม้หมึกหรือดินสอสีต่างๆ ก็ไม่ควรเขียนจดหมาย สีที่เหมาะสมคือสีน้ำเงินและสีดำ ไม่ควรเขียนให้มีตัวผิด ตัวตก ต้องแก้ต้องเติม มีรอยขูดลบขีดฆ่า หรือมีเส้นโยง ข้อความรุงรัง ทำให้ดูสกปรกไม่งามตา
๑.๒.๓ จะต้องศึกษาให้ถูกต้องถ่องแท้ก่อนว่า ผู้ที่เราจะเขียนจดหมายไปถึงนั้นเป็นใคร มีตำแหน่งหน้าที่อะไร การเขียนข้อความในจดหมายก็ดี การจ่าหน้าซองก็ดี จะต้องระบุตำแหน่งหน้าที่ ชั้นยศของผู้นั้นให้ถูกต้องและต้องสะกดชื่อ นามสกุล ยศ ตำแหน่ง ของผู้นั้นให้ถูกต้องด้วย
๑.๒.๔ เมื่อเขียนจดหมายเสร็จแล้ว ต้องพับให้เรียบร้อยแล้วบรรจุซอง จ่าหน้าซองให้ถูกต้องครบถ้วน ปิดดวงตราไปรษณียากรให้ครบถ้วนตามราคาและถูกตำแหน่ง ก่อนที่จะนำไปส่ง
๑.๒.๕ เขียนจ่าหน้าซองจดหมาย
๑) เขียนชื่อ นามสกุลของผู้รับให้ถูกต้อง ชัดเจน อ่านง่าย ถ้าผู้รับเป็นแพทย์ เป็นอาจารย์ หรือมียศตำรวจ ทหาร หรือมีคำนำหน้านามแสดงเกียรติยศหรือฐานันดรศักดิ์ ก็ใช้ถ้อยคำพิเศษเหล่านั้นนำหน้าชื่อ คำนำหน้าชื่อควรเขียนเต็ม ไม่ควรใช้คำย่อ ถ้าทราบตำแหน่งก็ระบุตำแหน่งลงไปด้วย ในกรณีที่ไม่ทราบรายละเอียดดังกล่าว ควรใช้คำว่า คุณ นำหน้าชื่อผู้รับในการจ่าหน้าซองจดหมายนั้น
๒) ระบุสถานที่ของผู้รับให้ถูกต้อง ชัดเจนและมีรายละเอียดพอที่บุรุษไปรษณีย์จะนำจดหมายไปส่งได้ไม่ผิดพลาด ระบุเลขที่บ้าน ห้างร้านหรือสำนักงาน ซอย ตรอก ถนน หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ (ในกรณีต่างจังหวัด) หรือแขวง เขต (ในกรณีกรุงเทพมหานคร) ที่สำคัญคือจะต้องระบุรหัสไปรษณีย์ถูกต้องทุกครั้ง จดหมายจะถึงผู้รับเร็วขึ้น
๓) การจ่าหน้าซอง การสื่อสารแห่งประเทศไทย แนะนำให้เขียนนาม และที่อยู่ พร้อมด้วยรหัสไปรษณีย์ของผู้ส่งไว้ที่มุมบนด้านซ้ายมือของซองและเขียนชื่อผู้รับ
พร้อมที่อยู่และรหัสไปรษณีย์ไว้ตรงกลาง
(ตัวอย่าง การเขียนจ่าหน้าซองจดหมาย  
http://www.enfe.go.th/enfe_2548/thai/thai02/thai21030.html)


๒. ประเภทของจดหมาย จดหมายแบ่งออกเป็น ๔ ประเภท คือ จดหมายส่วนตัว จดหมายกิจธุระ จดหมายธุรกิจ และจดหมายราชการหรือหนังสือราชการ  แต่เราจะเรียนรู้จดหมายส่วนตัวกันก่อน เพื่อให้มีแนวทางในการทำใบงานนี้


จดหมายส่วนตัว คือ จดหมายที่บุคคลซึ่งรู้จักคุ้นเคยกันติดต่อกันด้วยวัตถุประสงค์ที่เป็นการส่วนตัว เช่น เพื่อส่งข่าวคราว ถามทุกข์สุข เล่าเรื่องราว ฯลฯ เป็นการติดต่ออย่างไม่เป็นทางการ เช่น จดหมายเล่าเรื่องราวทุกข์สุข จดหมายแสดงความรู้สึกยินดี เสียใจขอบคุณหรือขอโทษในกรณีต่าง ๆ เป็นต้น 
การเขียนจดหมายส่วนตัวแม้จะยินยอมให้ใช้ถ้อยคำที่แสดงความสนิทสนมเป็นกันเองได้ แต่ก็ควรระมัดระวังอย่าให้ผู้อ่านเข้าใจผิด และควรแสดงความสำรวมมากกว่าการพูดกันโดยปกติ จดหมายส่วนตัวที่มีเนื้อหาเป็นการขอบคุณ หรือแสดงความยินดีอาจเขียนลงในบัตร ที่ออกแบบไว้อย่างสวยงาม แทนการเขียนในกระดาษก็ได้
การเขียนจดหมายส่วนตัว นิยมให้เขียนด้วยลายมือที่อ่านง่าย แสดงความตั้งใจเขียน ไม่นิยมใช้การพิมพ์ดีดจดหมายหรือจ่าหน้าซองจดหมายส่วนตัว
(ตัวอย่าง การเขียนจดหมายส่วนตัว  
http://www.enfe.go.th/enfe_2548/thai/thai02/thai21030.html)

น่าอับอายแทนประเทศไทย???

น่าอับอายแทนประเทศไทย???
โดย ณัฏฐ์ หงษ์ดิลกกุล นักศึกษาปริญญาเอก
คณะเศรษฐศาสตร์, Simon Fraser University

เหมือนเช้าทุกๆ วัน เมื่อผมตื่นขึ้นมาเมื่อวานสิ่งแรกๆ ที่ผมจะทำก็คือเปิดเฟซบุคเพื่อดูความเคลื่อนไหวและข่าวสารต่างๆ ตลอดวันในเมืองไทย และประเด็นร้อน ที่เพื่อนบนเฟซบุคของผมพร้อมใจกันแชร์ ก็คือคลิปการแถลงข่าวร่วมระหว่างนายกฯ และ Hillary Clinton จาก youtube พร้อมกับคำโปรยต่างๆ นานา จับความได้ว่า "นายกฯ พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เรื่อง น่าอับอายแทนประเทศไทย ฯลฯ"
เมื่อฟังคำวิจารณ์เหล่านี้ผมก็เกิด "คัน" ขึ้นมา นึกสนุกอยากทดสอบว่าถ้าให้คนต่างชาติฟังเขาจะฟังรู้เรื่องกันกันรึเปล่า จึงทดสอบโดยการแชร์คลิปการแถลงข่าวร่วมนั้น และตั้งคำโปรยเพื่อเชิญเพื่อนซึ่งไม่ใช่คนไทยให้มาดูคลิป แล้วตอบว่าเข้าใจที่นายกฯ แถลงรึไม่
ผมทิ้งแชร์เอาไว้หนึ่งวัน มีเพื่อนมาตอบทั้งหมด 6 คน เกือบทั้งหมดใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแรก และมิได้มีเพื่อนเป็นคนไทยนอกจากผมเท่านั้น (นั้นหมายความว่าไม่ได้คุ้นเคยกับสำเนียงแบบไทยๆ)   ทุกคนตอบเป็นทิศทางเดียวกันว่า "เข้าใจแถลงการณ์ที่นายกฯ พูดได้เป็นอย่างดี มีปัญหาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น" เช่น บางคนตอบว่าเข้าใจ 95% บางคนตอบว่าไม่เข้าใจเฉพาะช่วงต้นๆ ของสุนทรพจน์ แต่โดยรวมเข้าใจได้ดี

จากผลการทดสอบนี้ รวมกับข้อสังเกตของผมเอง ผมขอสรุปดังนี้ครับ
1) เป็นความจริงที่ว่าอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์พูดภาษาอังกฤษได้ดีกว่านายกฯ ยิ่งลักษณ์ ซึ่งก็ควรเป็นเช่นนั้นเพราะอดีตนายกฯ ใช้ชีวิตในต่างประเทศเป็นระยะเวลานานกว่า (แต่แน่นอนว่าแม้แต่อดีตนายกฯ ก็ยังมีสำเนียงไทย เมื่อพูดภาษาอังกฤษเช่นกัน)
2) แต่จากผลการทดสอบก็ยืนยันว่าคนต่างประเทศสามารถเข้าใจสุนทรพจน์ของนายกฯ ได้ ฉะนั้นภาษาอังกฤษของนายกฯ ถือว่าไม่มีปัญหาครับ มาตรฐานการพูดภาษาอังกฤษในปัจจุบันนั้นถือ จุดประสงค์สำคัญคือการสื่อสารให้เกิดความเข้าใจ ส่วนการพูดติดสำเนียง (accent) นั้นมิได้ถือเป็นปัญหาแต่อย่างใด เนื่องจากเป็นธรรมชาติที่เมื่อภาษาอังกฤษกลายเป็นภาษาสากลมากกว่าภาษาประจำชาติ การพูดติดสำเนียงจึงถือเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งท่ามกลางกระแสค่านิยมการไม่เลือกปฏิบัติ (nondiscrimination) ด้วยแล้ว มาตรฐานในโลกตะวันตก (อย่างน้อยก็เป็นมารยาทในสังคม) คือ การพูดติดสำเนียงไม่เป็นปัญหา แต่การดูถูกคนที่พูดติดสำเนียงนั่นแหละเป็นปัญหา
3) ย้อนกลับมาดูวิถีปฏิบัติของประเทศไทยเราเองบ้างก็จะเข้าใจได้ทันทีว่าทำไมหลายๆ คนถึง "อายแทนประเทศไทย" กับกรณีการพูดภาษาอังกฤษสำเนียงไทยของนายกฯ คนไทยเรายังยึดค่านิยมว่า "สำเนียงกลางเท่านั้นที่ถูกต้อง" อย่างแข็งขัน เราเห็นตลกล้อเลียนภาษาไทยสำเนียงอื่นบ่อยครั้ง และที่แน่ๆ เราจะไม่มีทางได้เห็นพิธีกร ผู้ประกาศข่าว หรือแม้แต่นักแสดงพูดด้วยสำเนียงอื่นนอกจากสำเนียงมาตรฐานเลย (ยกเว้นมุ่งให้เกิดความตลก) น่าสังเกตว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่าคนกรุงเทพฯ เอาวิธีวัด "ความถูกต้องทางภาษา" เช่นนี้ไปขยายผลกับ "ความถูกต้อง" ในกรณีอื่นๆ ด้วย
4) ถ้าจะเอาประเด็นเรื่องสำเนียงการพูดไปตัดสินคุณสมบัตินายกฯ ยิ่งไม่สมเหตุสมผลมากขึ้นไปอีกครับ ถ้าใช้ตรรกะเดียวกันแล้ว นายกหู จิ่น เทา ของจีนสอบตกการเป็นนายกฯ ตั้งแต่อยู่ที่มุ้งเลยครับ เพราะท่านมิได้พูดภาษาอังกฤษแม้แต่คำเดียวในพิธีการที่ต้องเกี่ยวข้องกับต่างชาติ ท่านจะใช้ล่ามตลอด แต่นายกฯ หู ก็ยังเป็นที่ยอมรับของคนจีนจำนวนมาก แน่นอนว่าการพูดภาษาอังกฤษได้แบบไม่ติดสำเนียงเลยย่อมถือเป็น "โบนัส" แต่จะถือเป็นคุณสมบัติจำเป็นของนายกฯ ไม่ได้ครับ
5) สุดท้ายแล้ว จากมุมมองที่คนต่างประเทศ เขาไม่ได้เห็นว่าสุนทรพจน์ภาษาอังกฤษที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์พูดไปในการแถลงการณ์ร่วมนั้นเป็นสิ่งที่น่าอับอายของประเทศไทยเลย "ความน่าอับอาย" นั้นเป็นสิ่งที่คนไทย "คิดไปเอง" โดยการเอาค่านิยมของตัวเองเป็นตัวตั้งครับ


At Vancouver, Canada, Nov 18, 2011, 5:42 pm (GMT -8:00)

11.29.2011

ใบงาน อ่านแบบมีวิจารณญาณ


ใบกิจกรรมเสริมสร้างสมรรถนะการใช้ภาษาไทย
วิชา ภูมิปัญญาภาษาไทย ชั้น ๙ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๔๔
----------------------------------------------------------------------------------------------------------

    คำสั่ง : ปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ 
    ๑.      ให้นักเรียนอ่านใบความรู้เรื่อง
    ๒.      ให้นักเรียนใช้ความรู้ความเข้าใจจากการอ่านใบความรู้ที่ ๑  และ ใบความรู้ที่ ๒ พิจารณา วิดีโอคลิปและบทความต่อไปนี้

    ๑) วิดีโอคลิปเรื่อง “การแถลงการณ์ร่วมระหว่าง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา ในระหว่างการมาเยือนประเทศไทย ๑๖-๑๗ พฤศจิยายน พ.ศ. ๒๕๕๔” http://www.youtube.com/watch?v=2Je_8eB8SpU  และ 

   ๒) บทความเรื่อง น่าอับอายแทนประเทศไทย???

   ๓.      ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้ลงในแบบฟอร์มที่กำหนด
๓.๑ นักเรียนคิดว่าการอ่านและการคิดอย่างมีวิจารณญาณ มีความสำคัญจำเป็นอย่างไรในการดำรงชีวิตในปัจจุบัน จงอธิบาย ให้เหตุผลประกอบและยกตัวอย่างจากข่าวสารหรือเหตุการณ์ที่กำลังอยู่ในความสนใจ

๓.๒ นักเรียนคิดว่าการอ่านและการคิดอย่างมีวิจารณญาณ สามารถนำมาใช้ในการแก้ปัญหาในชีวิตของนักเรียนและคนรอบข้างได้อย่างไร จงอธิบาย ให้เหตุผลประกอบและยกตัวอย่างจากข่าวสารหรือเหตุการณ์ที่กำลังอยู่ในความสนใจ

๓.๓ จากวิดีโอคลิปและบทความในข้อ ๒ ให้นักเรียนใช้หลักการอ่านและคิดอย่างมีวิจารณญาณที่ได้จากใบความรู้ ทำกิจกรรมต่อไปนี้
            ๓.๓.๑ เขียนข้อความวิเคราะห์ วิจารณ์และประเมินบทความที่อ่านโดยใช้กลวิธีการเปรียบเทียบ เพื่อให้ผู้อ่านข้อความของนักเรียนเข้าใจได้ดีขึ้น
            ๓.๓.๒ เขียนประเมินความถูกต้องของข้อมูลที่ใช้สนับสนุนในเรื่องบทความที่อ่าน
            ๓.๓.๓ เขียนวิจารณ์ความสมเหตุสมผล การลำดับความ และความเป็นไปได้ของบทความที่อ่าน
            ๓.๓.๔ เขียนตีความ (ใบความรู้ที่ ๓) และประเมิณคุณค่าแนวคิดที่ได้จากบทความและวิดีโอคลิป เปรียบเทียบกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในชีวิตของตนเอง แล้วเสนอวิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

๔. ให้นักเรียนร่างคำตอบในกระดาษ แล้วพิมพ์คำตอบลงในแบบฟอร์มที่กำหนดด้วยสำนวนภาษาเขียนที่สละสลวย ใช้ถ้อยคำได้ถูกต้องตามระดับภาษา แล้วกด “ส่ง” ภายในวันจันทร์็ที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๔ ทั้งนี้ให้เก็บกระดาษร่างคำตอบเพื่อส่งครูในวันเปิดภาคเรียน